อรรถสิทธิ์ พานแก้ว | เป็น ส.ส.สมัยแรก ทำอย่างไรให้ดี ให้ดัง ให้ได้ซีน

ส.ส.สมัยแรก – การเป็น ส.ส. หน้าใหม่สมัยแรก เป็นเรื่องท้าทายของนักการเมืองหน้าใหม่ เพราะอาจยังไม่รู้ว่าต้องทำตัวอย่างไรให้ได้ใจประชาชน และประสบความสำเร็จในอาชีพนักการเมือง  ข้อสรุปจากผลการศึกษาเรื่อง ส.ส. หน้าใหม่ ของอังกฤษที่เรียกว่า ส.ส.แถวหลัง หรือ Backbencer ที่มีอย่างมากมาย จะช่วยเป็นแผนที่เข็มทิศ ให้ ส.ส. สมัยแรกของไทย ในการทำงานในสภาฯ ที่ยังไม่คุ้นชินได้อย่างดี

ในระบบรัฐสภาอังกฤษ คำว่า “Backbencher” หรือ “สมาชิกรัฐสภาแถวหลัง” นับเป็นหนึ่งในคำที่มีนัยความหมายลึกซึ้งที่สุด ทั้งในเชิงโครงสร้างอำนาจ วัฒนธรรมทางการเมือง และพลวัตของระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน

ข้อเขียนตอนนี้จะนำท่านผู้อ่านเข้าไปศึกษาวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของ Backbencher ในระบบรัฐสภาเวสต์มินสเตอร์ ตั้งแต่รากเหง้าในยุคกลางของอังกฤษจนถึงบทบาทในระบอบรัฐสภาร่วมสมัย ตลอดจนนำหลักคิดดังกล่าวมาเปรียบเทียบกับบริบทการเมืองไทย โดยยกตัวอย่างสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของไทยที่ปฏิบัติตนในลักษณะคล้ายคลึงกับ Backbencher จนก้าวขึ้นมาเป็น Front bencher ที่เป็นตัวแสดงหลักเข้ายึดกุมนโยบายและอำนาจตัดสินใจในปัจจุบัน

โดยปริมณฑลของคำว่า Back bencher นั้นมีรากฐานมาจากการจัดวางที่นั่งทางกายภาพในสภาสามัญชน (House of Commons) ของสหราชอาณาจักร ซึ่งออกแบบเป็นห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้ายาว มีเราอาจนึกภาพ มีเสียงฮือฮา เสียงก้อง เสียงปรบมือ และบางครั้งเสียงโห่ไล่ ถ้าใครได้ดูหรือติดตามการประชุมสภาฯ ของสหราชอาณาจักรก็จะนึกเห็น

มีรัฐมนตรีและผู้นำฝ่ายค้านนั่งบนม้านั่งแถวหน้า (front bench) ซึ่งอยู่ใกล้กับแท่นประธานสภาและพื้นที่กลางห้อง ส่วนสมาชิกรัฐสภาธรรมดาของแต่ละพรรคนั่งอยู่เบื้องหลังบนม้านั่งแถวหลัง (back bench) ที่ทอดยาวขึ้นไปตามขั้นบันไดทั้งสองฝั่ง คนที่นั่งแถวหน้านั้นคือผู้มีอำนาจ มีตำแหน่ง มีกระทรวงดูแล มีนโยบายต้องปกป้อง ส่วนคนที่นั่งแถวหลังคือคนธรรมดาของรัฐสภา คนที่ยังรอคิว หรืออาจจะไม่มีวันได้รับคิวเลยก็ได้

Advertisement

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือการมองว่าสถานะนี้เป็นเรื่องของ ส.ส. หน้าใหม่ที่ยังรอคิวอยู่เท่านั้น แต่นิยามมาตรฐานใน Westminster ผูกสถานะ backbencher ไว้กับตำแหน่ง ไม่ใช่สมัย backbencher คือสมาชิกรัฐสภาที่ไม่ได้ดำรงตำแหน่งในรัฐบาลและไม่ได้เป็นโฆษกแนวหน้าของฝ่ายค้าน ไม่ว่าจะเพิ่งเข้าสภาเป็นสมัยแรกหรือนั่งมานานสามทศวรรษก็ตาม

แม้ backbencher แต่ละคนจะดูเหมือนไม่มีอำนาจมาก ไม่มีกระทรวง ไม่มีนโยบายที่เป็นชื่อตัวเอง แต่ในอีกแง่หนึ่ง backbencher โดยรวมคือ “อำนาจที่ทำให้รัฐบาลอยู่รอด” เพราะในระบบ Westminster รัฐบาลต้องการเสียงข้างมากในสภาเพื่อผ่านงบประมาณและกฎหมายสำคัญ ถ้า backbencher ตัดสินใจก่อกบฏพร้อมกันในจำนวนมากพอ รัฐบาลก็สามารถล้มได้

คำถามสำคัญคือ ภายใต้ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างเหล่านี้ จะสร้าง “โมเมนตัม” ทางการเมืองได้อย่างไร?

โมเมนตัมที่ว่านี้ไม่ได้หมายถึงการมีอำนาจโดยตรง แต่หมายถึงกระบวนการสะสมทุนทางการเมือง (political capital) อย่างค่อยเป็นค่อยไป จนถึงจุดที่ตัวเองกลายเป็นตัวแสดงที่ไม่อาจถูกละเลยได้ภายในระบบ มีสามกลยุทธ์หลักที่พิสูจน์แล้วว่าใช้ได้ทั้งในบริบท Westminster และบริบทไทยได้

กลยุทธ์แรก : การสร้างความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง

ประตูบานแรกที่ backbencher ใช้สร้างโมเมนตัมคือการกลายเป็น “คนที่ทุกคนรู้ว่าเชี่ยวชาญเรื่องนั้น” ใน Westminster เวทีที่ใช้สร้างความเชี่ยวชาญอย่างเป็นระบบที่สุดคือ Select Committee คณะกรรมาธิการถาวรที่ตรวจสอบการทำงานของแต่ละกระทรวง สมาชิกที่นั่งในคณะกรรมาธิการเดิมหลายสมัยจะสะสมความรู้เชิงเทคนิคในระดับที่บางครั้งลึกกว่ารัฐมนตรีผู้รับผิดชอบด้วยซ้ำ

กรณีตัวอย่างคือ ส.ส.วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ในช่วงที่ดำรงตำแหน่ง ส.ส. พรรคก้าวไกล เขาเลือกสนามที่นักการเมืองส่วนใหญ่ไม่กล้าเหยียบ นั่นคืองบประมาณกลาโหมและการทำงานของกองทัพ ซึ่งในบริบทการเมืองไทยมีต้นทุนทางการเมืองสูงมาก แต่เพราะมีคนน้อยที่พร้อมลงลึก เขาจึงโดดเด่นทันที ดังที่เขาอภิปรายในญัตติไม่ไว้วางใจปี 2563 ว่า

“…มีงบประมาณสนับสนุนแบบนี้ กองทัพกระทำเองโดยพลการไม่ได้หรอกครับ เพราะต้องมีคำสั่ง มีการสนับสนุนภารกิจ มีการใช้งบประมาณ ดังนั้นภารกิจคุกคามประชาชนผ่านสื่อโซเชียลมีเดียต่าง ๆ นี้จึงเป็นการปฏิบัติตามคำสั่งโดยมิชอบ โดยมีนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเข้าไปเป็นมะลิงกิงกอง มะล้องกองแกงในงานนี้ด้วย ผมยืนยัน และผมอยากจะให้มินิฮาร์ตกับท่านนายกรัฐมนตรีจริง ๆ ว่าท่านกล้าทำได้อย่างไร…”

หรือกรณีของ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ในสมัยแรกที่เป็น ส.ส. บัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่ ไม่มีชื่อเสียง ไม่มีฐานในพรรค แต่เลือกสร้างตัวตนผ่านนโยบายเกษตรกรรมและปัญหาที่ดิน ด้วยกรอบคิดที่เขาออกแบบขึ้นเองและตั้งชื่อว่า “กระดุม 5 เม็ด” เพื่ออธิบายความเชื่อมโยงระหว่างปัญหาที่ดิน หนี้สิน สารเคมี เงินทุน และโอกาสทางเศรษฐกิจของเกษตรกร

“…สำหรับผมแล้วที่ดินคือคอขวดของปัญหาเกษตรกรรมเกือบทั้งหมด ที่ดินคือชีวิต ที่ดินคือสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ที่ดินคือกระดุมเม็ดแรกที่ถ้าเราติดให้ถูกต้อง ปัญหาที่เหลือจะแก้ได้ง่ายมาก…”

ผลที่ตามมาคือ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น ลุกขึ้นตอบโต้ด้วยตัวเองว่า “…บางอัน ผมอาจจะตอบไม่ได้ ก็เรียนท่านจริง ๆ เพราะท่านทำการบ้านมาเยอะ แต่เรื่องที่ดิน ผมตอบได้เลยว่า มันเป็นกระดุมเม็ดแรกจริง…”

นี่เป็นตัวอย่างของ backbencher สมัยแรก ที่แม้จะไม่ใช่แค่การชนะโหวตอย่างเดียว แต่คือชนะโดยทำให้ผู้มีอำนาจต้องลุกขึ้นตอบ

กลยุทธ์ที่สอง : การจัดการพื้นที่สาธารณะ

ก่อนโลกโซเชียลมีเดีย backbencher ต้องพึ่งสื่อมวลชนเป็นตัวกลาง ซึ่งหมายความว่าต้องทำบางอย่างที่ “เป็นข่าวได้” เพียงพอก่อน กรณีที่น่าศึกษาคือ ส.ส.รังสิมา รอดรัศมี ที่เริ่มเป็นส.ส. สมัยแรกในปี 2544 ด้วยการจับตาดูกระบวนการในสภาฯ อย่างใกล้ชิด จนเป็นที่จดจำในฐานะเจ้าของวลี “ท่านประธานไม่แข็ง” จากการประท้วงการทำหน้าที่ของรองประธานสภาฯ ในคราวอภิปรายไม่ไว้วางใจปี 2546

และยังตั้งข้อสังเกตในการลงคะแนนร่าง พ.ร.บ.กองทุนหมู่บ้านฯ ว่า ตนนับ ส.ส. ที่นั่งอยู่ภายในห้องประชุมได้เพียงประมาณ 53-58 คน แต่ผลการลงคะแนนกลับได้ถึง 269 เสียง โดยระบุในที่ประชุมตรงๆ ว่า “…มี 58 ท่าน แต่กดออกมาแล้วได้ 269 ท่าน ลองนับสิคะว่ามีได้ 269 ไหมคะ…” การทำหน้าที่แบบนี้ทำให้เธอเป็นสส. สมัยแรกที่ถูกจับตาจนกระทั่งในช่วงหาเสียงเลือกตั้งปี 2548 นายกรัฐมนตรีทักษิณต้องเดินทางไปปราศรัยที่สมุทรสงครามด้วยตัวเองเพื่อขอ ส.ส. เขตนี้ สิ่งนั้นคือโมเมนตัมที่วัดได้ชัดเจน

ปัจจุบัน backbencher สามารถสร้างผู้ติดตามของตัวเองได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านตัวกลาง ดังเช่นกรณีของ ส.ส.เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร กรุงเทพฯ สมัยแรก ที่ผลักดัน พ.ร.บ.สุราก้าวหน้าผ่านการสื่อสารในพื้นที่สาธารณะอย่างต่อเนื่องนานกว่า 5 ปี จนเมื่อถึงวันที่เสนอร่างฯ ในสภาเมื่อปี 2565 เขากล่าวว่า “ครั้งนี้เป็นครั้งที่ตื่นเต้นที่สุดที่ผมพูดเลยครับ มากกว่าครั้งไหนเลย เพราะว่าเป็นเวลาที่ผมเฝ้ารอมานานกว่า 1,838 วัน…”

กลยุทธ์ที่สาม : การใช้กระทู้เป็นเครื่องมือกำหนดวาระ

งานวิจัยของ Bevan และ John (2016) ที่วิเคราะห์คำถามใน Prime Minister’s Questions กว่า 9,000 คำถามระหว่างปี 1997-2008 พบว่า backbencher ฝ่ายค้านมีอำนาจกำหนดวาระที่วัดได้จริง และวาระของ backbencher ยังเป็นตัวขับเคลื่อนวาระของ frontbencher ด้วย กล่าวคือเมื่อ backbencher หยิบประเด็นใดถามซ้ำๆ ก็จะสร้างแรงกดดันให้ผู้นำพรรคและรัฐบาลต้องตอบสนองในที่สุด

ในไทย กระทู้ถามสดที่โดดเด่นก็สร้างโมเมนตัมได้เช่นกัน ดังตัวอย่างของนายเทพไท เสนพงศ์ ที่ถามนายกฯ สมัคร สุนทรเวชเรื่องบ่อนคาสิโนในปี 2551 จนนายกฯ ต้องมาตอบเองในสภาฯ แทนที่จะส่งรัฐมนตรีมาแทน กรณีนี้แสดงให้เห็นว่ากระทู้ถามที่ดีมีพลังมากพอจะดึงตัวผู้นำรัฐบาลออกมาชี้แจงด้วยตนเอง

ทั้งสามกลยุทธ์นี้มีจุดร่วมเดียวกัน นั่นคือ โมเมนตัมของ ส.ส.แถวหลังไม่ได้มาจากการรอ แต่มาจากการเลือก ทั้งเลือกสนาม เลือกจังหวะ และเลือกอาวุธที่จะใช้

มีหลายท่านวันนี้บ้างก็เป็น frontbencher บ้างก็โลดแล่นอยู่ในวงการการเมืองบ้าง นอกวงการบ้าง กลับเข้ามาอีกครั้งบ้าง ขึ้นอยู่กับวิถีทางก็แต่ละคนที่จะเลือกกำหนดเอา มากไปกว่านั้นสิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะเน้นย้ำ การทำงานในคณะกรรมาธิการสามัญในสภาฯ การถามกระทู้ที่โดดเด่น บ้านเรา ยังน้อยมากที่จะสร้างโมเมนตัมทางการเมือง จึงขอฝากให้สส. และฝ่ายบริหารทุกท่านให้ความสำคัญ เพราะนี่คือกลุ่มคนที่ประชาชนเลือกและสร้างขึ้นมาและอยากได้ยินหลายคำตอบ หลายแนวทางต่อหลายปัญหาจากสภาฯแห่งนี้