
กลุ่มเซ็นทรัล (Central Group) ไม่ได้เป็นเพียงยักษ์ใหญ่จากประเทศไทย แต่ยังครอบคลุมไปถึงประเทศอื่นๆ ในอาเซียน และหมุดหมายที่สำคัญอย่างยุโรป
ที่ผ่านมากลุ่มเซ็นทรัลได้เข้าไปพลิกโฉมธุรกิจรีเทลระดับลักชูรี่ในโซนยุโรป เปลี่ยนห้างสรรพสินค้าเก่าแก่ให้กลายเป็นแลนด์มาร์ก ที่หลอมรวมวัฒนธรรม แบรนด์ชั้นนำระดับโลก และประสบการณ์ของลูกค้าเอาไว้ด้วยกัน
โดยในปีล่าสุดกวาดรายได้ไปกว่า 2.4 แสนล้านบาท เป็นเครื่องยืนยันการเติบโตและคุณค่าที่สร้างมาตลอด 15 ปี ซึ่งก้าวต่อไปของกลุ่มเซ็นทรัล คือการประกาศแต่งตั้งหัวเรือใหญ่ของธุรกิจในยุโรป ที่จะเข้ามาเสริมแกร่งองค์กรและขับเคลื่อนการเติบโตในทุกมิติ

เพื่อให้เครือข่ายห้างหรูภายใต้การบริหารของกลุ่มเซ็นทรัลทั้ง 40 สาขา ใน 34 เมืองหลักทั่วยุโรป ทำงานสอดประสานเป็นเนื้อเดียวกันและมีประสิทธิภาพ กลุ่มเซ็นทรัลตัดสินใจเสริมแกร่งโครงสร้างบริหารครั้งสำคัญ โดยแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูงเพื่อคุมกลยุทธ์ในภาพรวม ได้แก่
- ปิแอร์ลุยจิ ค็อคคินี : ตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มเซ็นทรัลยุโรป (Chief Executive Officer – Europe) รับผิดชอบการกำหนดวิสัยทัศน์และทิศทางธุรกิจเชิงกลยุทธ์ และกำกับการดำเนินงานในภาพรวมของเครือข่ายธุรกิจในยุโรป แม่ทัพใหญ่ผู้กุมบังเหียนทิศทางกลยุทธ์ทั้งหมด โดยเน้นการสร้าง Synergy ระหว่างแบรนด์หรูแต่ละแห่ง แต่ยังคงรักษา DNA เฉพาะของแต่ละห้างไว้
- จูเซ็ปเป ดามาโต : ตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานพาณิชย์ กลุ่มเซ็นทรัลยุโรป (Chief Commercial Officer – Europe) รับผิดชอบการกำหนดและขับเคลื่อนกลยุทธ์เชิงพาณิชย์ในยุโรป ผู้ดูแลพอร์ตโฟลิโอแบรนด์และการตลาด รวมถึงการปั้น Retail Media ขุมพลังใหม่ที่กำลังเติบโต
- ชาติ จิราธิวัฒน์ : ตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานกลยุทธ์ กลุ่มเซ็นทรัลยุโรป (Chief Strategy Officer – Europe) รับผิดชอบการกำหนดทิศทางและขับเคลื่อนความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับแบรนด์ระดับโลก ตัวเชื่อมสำคัญที่จะประสานความร่วมมือระหว่างยุโรปและเอเชียเข้าด้วยกัน

ปัจจุบันธุรกิจลักชูรี่รีเทลของกลุ่มเซ็นทรัลในยุโรป มีเครือข่ายห้างภายใต้การบริหารผ่านแบนเนอร์ทรงอิทธิพลในทำเลศักยภาพใจกลางเมือง ได้แก่ รีนาเชนเต ในอิตาลี (ปี 2554) อิลลุม ในเดนมาร์ก (2556) กลุ่มคาเดเว ซึ่งประกอบด้วย คาเดเว โอเบอร์โพลลิงเกอร์ และอัลสแตร์เฮ้าส์ ในเยอรมนี (2558) โกลบุส ในสวิตเซอร์แลนด์ (2563) และ กลุ่มเซลฟริดเจส ในสหราชอาณาจักร เนเธอร์แลนด์ และไอร์แลนด์ (2565)
โดยส่วนหนึ่งของหมุดหมายที่สำคัญคือ
- ห้างโกลบุส สาขาบาเซิล มาร์กพลาทซ์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ (2568): ชุบชีวิตอาคารมรดกทางวัฒนธรรมอายุ 119 ปี ใจกลางเมืองบาเซิล ที่ใช้เวลากว่า 3 ปีในการบูรณะสถาปัตยกรรมระดับตำนานให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางที่ผสานเสน่ห์ความคลาสสิกเข้ากับความหรูหราแบบโมเดิร์น
- ห้างเซลฟริดเจส สาขาถนนออกซ์ฟอร์ด กรุงลอนดอน: เปิดตัว “40 Duke” พื้นที่ไฮบริดที่ผสานประสบการณ์ Personal Shopping ศิลปวัฒนธรรม และโซนสังสรรค์ไว้ด้วยกัน ครอบคลุมพื้นที่กว่า 2,300 ตารางเมตร มีทั้งห้องบริการส่วนตัว 24 ห้อง, คลับเลาจน์, Private Dining และลานรับประทานอาหารกลางแจ้ง เพื่อรองรับกลุ่ม Selfridges Unlocked (VVSP) โดยเฉพาะ

สิ่งที่น่าสนใจคือการรุกธุรกิจ “Retail Media” ของกลุ่มเซ็นทรัลที่กำลังต่อยอดห้างหรูในทำเลทองและฐานข้อมูลลูกค้าชั้นเลิศ ให้กลายเป็นสื่อโฆษณาทรงพลัง ที่ตอบโจทย์ทั้งการขายและประสบการณ์ระหว่างผู้บริโภค
ตัวอย่างความสำเร็จก็คือ “รีนาเชนเต” ในอิตาลี ประกาศยกระดับเป็น Media Company เต็มตัว พร้อมเนรมิตทุกสาขาในอิตาลีให้สามารถทำ Brand Takeover ได้อย่างเต็มรูปแบบ
“เซลฟริดเจส” บนถนนออกซ์ฟอร์ด ปรับเปลี่ยนสู่พื้นที่สำหรับสร้าง Immersive Brand Experiences ตลอดทั้งปี ขณะที่ “ดี แบนคอร์ฟ” ในเนเธอร์แลนด์ก็ได้ก้าวขึ้นมาเป็นแพลตฟอร์มหลักด้าน Brand Activation ที่ทรงพลัง สร้างแคมเปญในระดับหลายสิบล้านวิว
ซึ่งคาดว่ามูลค่าของตลาด Retail Media ในยุโรปจะพุ่งทะยานไปแตะระดับ 1 ล้านล้านบาท ภายในปี 2569

ตลอดการเดินทาง 15 ปีของกลุ่มเซ็นทรัลในยุโรป การเติบโตไม่ใช่แค่เรื่องของการขยายสาขา แต่เป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ของลักชูรี่รีเทลระดับโลก ด้วยพอร์ตโฟลิโอ เครือข่ายพันธมิตร และทีมผู้บริหารในมือ คือรากฐานที่ทำให้กลุ่มเซ็นทรัลยืนหยัดและพร้อมก้าวต่อไปอย่างมั่นคง
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา




