
เมื่อวันที่ 28 เมษายน says.com รายงานว่า โครงการแลนด์บริดจ์ของประเทศไทย ซึ่งเป็นการพัฒนาสะพานเชื่อมแผ่นดินนั้น มีศักยภาพที่จะก่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญต่อตอนเหนือของมาเลเซีย โดยเฉพาะในรัฐปะลิส เกดะห์ และปีนัง
ซามิรุล อาริฟฟ์ โอธแมน ที่ปรึกษาอาวุโสของ โกลบอล เอเชีย คอลซัลติ้ง กล่าวว่า โครงการนี้ ไม่ได้ก่อให้เกิดภัยคุกคามที่สำคัญต่อช่องแคบมะละกาในระยะสั้น ในทางกลับกัน คาดว่า ทั้ง 3 รัฐ จะกลายเป็นผู้ที่ได้รับผลประโยชน์หลักจากการบูรณาการกับระเบียงโลจิสติกส์ระดับภูมิภาค รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เช่น ท่าเรือปะลิส อินแลนด์
ซามิรุล อาริฟฟ์ ตั้งข้อสังเกตว่า แม้ผลกระทบในระยะแรกอาจมีจำกัด แต่โครงการนี้อาจกลายเป็นคู่แข่งเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญในอีก 5-10 ปี โดยระบุว่า ในระยะกลางถึงระยะยาว โครงการนี้ถูกมองว่าเป็นคู่แข่งเชิงกลยุทธ์ที่มีศักยภาพ เนื่องจากสามารถลดเวลาการเดินทางได้ประมาณ 4 วัน พร้อมเสริมว่า เส้นทางนี้ สามารถประหยัดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ได้ 10-15 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อปริมาณการจราจรที่ท่าเรืองกลังและท่าเรือตันจุงเปเลปัส
รายงานข่าวระบุว่า โครงการแลนด์บริดจ์นี้ รัฐบาลไทยตั้งเป้าที่จะทำขึ้นเพื่อเชื่อมต่อมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก เพื่อให้เรือสามารถหลีกเลี่ยงช่องแคบมะละกาที่แออัดมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งแผนนี้เกี่ยวข้องกับการสร้างท่าเรือใหม่ 2 แห่ง ที่เชื่อมต่อกันด้วยเครือข่ายทางหลวงและทางรถไฟ เพื่ออำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายสินค้าอย่างราบรื่น
ขณะที่นักวิจารณ์บางคน ตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจของโครงการ ขณะที่บริษัทต่างชาติหลายแห่ง เช่น DP World ได้แสดงความสนใจในการประมูลที่จะเกิดขึ้น




