โอเปกช็อก UAE ลาออก ชี้อาจเสียอำนาจเหนือตลาดบ้าง โอเปก+ ครองสัดส่วนลดเหลือ 45%

ผู้แทนกลุ่มโอเปกพลัสและนักวิเคราะห์ระบุเมื่อวันที่ 28 เมษายนว่า กลุ่มโอเปกและพันธมิตรจะสูญเสียอำนาจบางส่วนในการกำหนดทิศทางตลาดน้ำมัน หลังจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ถอนตัวออกจากกลุ่มในวันที่ 1 พฤษภาคม แต่บรรดาสมาชิกที่เหลือของโอเปกมีแนวโน้มจะร่วมมือกันต่อไปในเรื่องนโยบายการจัดหาอุปทานน้ำมัน

ทั้งนี้ ยูเออีเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับ 4 ของโอเปก ซึ่งเป็นองค์การความร่วมมือของประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน ได้ประกาศเมื่อวันอังคารว่าจะถอนตัวออกจากกลุ่ม หลังเป็นสมาชิกมานานเกือบ 60 ปี การออกจากโอเปกครั้งนี้จะทำให้ยูเออีหลุดพ้นจากข้อจำกัดในการควบคุมจำนวนการผลิตน้ำมันที่โอเปกและพันธมิตรกำหนดไว้เพื่อรักษาสมดุลระหว่างอุปทานและอุปสงค์

แหล่งข่าวโอเปกพลัส 5 ราย ซึ่งขอไม่เปิดเผยชื่อฃระบุว่า การถอนตัวของยูเออีสร้างความประหลาดใจอย่างมาก โดยแหล่งข่าว 4 ใน 5 รายกล่าวว่า การออกจากกลุ่มครั้งนี้จะทำให้ความพยายามของโอเปกพลัสในการรักษาสมดุลตลาดผ่านการปรับระดับอุปทานมีความซับซ้อนมากขึ้น เนื่องจากกลุ่มจะมีอำนาจควบคุมการผลิตน้ำมันทั่วโลกน้อยลง

ยูเออีจะกลายเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดที่เคยถอนตัวออกจากโอเปก ถือเป็นความเสียหายครั้งใหญ่ต่อองค์กร และต่อซาอุดีอาระเบียซึ่งเป็นผู้นำโดยพฤตินัยของกลุ่มโอเปก

ก่อนที่สงครามระหว่างสหรัฐและอิสราเอลกับอิหร่านจะบีบให้ยูเออีและผู้ผลิตรายอื่นในอ่าวตะวันออกกลางต้องลดการส่งออกและปิดการผลิตบางส่วน ยูเออีผลิตน้ำมันอยู่ราว 3.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณ 3% ของอุปทานน้ำมันดิบทั่วโลก

Advertisement

ทั้งโอเปกและสำนักงานสื่อสารของรัฐบาลซาอุดีอาระเบียยังไม่ได้ตอบกลับคำขอแสดงความคิดเห็นในทันที

เมื่อออกจากโอเปกแล้ว ยูเออีจะเข้าร่วมกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันอิสระที่สามารถผลิตได้ตามต้องการ เช่น สหรัฐและบราซิล อย่างไรก็ตาม ในเวลานี้ยูเออียังไม่สามารถทำอะไรได้มากนักในการเพิ่มการผลิตหรือการส่งออก เนื่องจากเส้นทางการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซแทบหยุดชะงัก และหากการขนส่งฟื้นตัวกลับสู่ระดับก่อนสงคราม ยูเออีอาจเพิ่มการผลิตขึ้นสู่กำลังการผลิตไปที่ระดับสูงสุดของประเทศที่ 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งรวมทั้งน้ำมันดิบและของเหลวจากปิโตรเลียม

ความตึงเครียดระหว่างยูเออีกับซาอุดีอาระเบียเกี่ยวกับโควตาการผลิตของยูเออี ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 3.5 ล้านบาร์เรลต่อวันเกิดขึ้นมานานแล้ว โดยยูเออีเรียกร้องโควตาที่สูงขึ้น เพื่อสะท้อนข้อเท็จจริงที่ว่ายูเอเอได้ขยายกำลังการผลิต ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการลงทุนมูลค่า 1.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

เฮลิมา ครอฟต์ จาก RBC Capital Markets กล่าวว่า หลายปีที่ผ่านมา อาบูดาบีพยายามหาทางสร้างรายได้จากการลงทุนในการขยายกำลังการผลิต แต่สงครามอิหร่านจะทำให้แผนดังกล่าวชะลอลง หลังจากที่โดรนและจรวดสร้างความเสียหายให้กับโรงงานผลิตของยูเออี

สำนักงานพลังงานสากล (IEA) ระบุว่า สงครามครั้งนี้ก่อให้เกิดการหยุดชะงักของอุปทานพลังงานทั่วโลกครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา ในแง่ของปริมาณการผลิตน้ำมันรายวันที่หายไปโดยตรง ความขัดแย้งยังเผยให้เห็นความไม่ลงรอยกันระหว่างประเทศอ่าวอาหรับ รวมถึงระหว่างยูเออีกับซาอุดีอาระเบีย

ข่าวลือเกี่ยวกับการถอนตัวของยูเออีจากโอเปกพลัสแพร่สะพัดมาหลายปี ท่ามกลางความสัมพันธ์ที่เลวร้ายลงกับริยาด จากความขัดแย้งในซูดาน โซมาเลีย และเยเมน ขณะเดียวกัน ยูเออีก็ใกล้ชิดกับสหรัฐและอิสราเอลมากขึ้น

ยูเออีเป็นผู้ผลิตรายที่ 4 ที่ถอนตัวออกจากโอเปกพลัสในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่เป็นรายที่ใหญ่ที่สุดอย่างชัดเจน ก่อนหน้านี้ แองโกลาถอนตัวจากกลุ่มในปี 2024 โดยอ้างความไม่เห็นพ้องเรื่องระดับการผลิต เอกวาดอร์ออกจากโอเปกในปี 2020 และกาตาร์ออกในปี 2019

เจ้าหน้าที่น้ำมันอิรัก 2 รายกล่าวว่า อิรัก ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่อันดับ 3 ของโอเปกพลัส รองจากซาอุดีอาระเบียและรัสเซีย ไม่มีแผนจะถอนตัวจากโอเปกพลัส เพราะต้องการให้ราคาน้ำมันอยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพและเหมาะสม

แกรี รอสส์ ผู้ติดตามโอเปกมายาวนาน และประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Black Gold Investors กล่าวว่า โอเปกพลัสจะไม่ล่มสลาย เพราะซาอุดีอาระเบียยังต้องการบริหารตลาดร่วมกับกลุ่มดังกล่าว

“ท้ายที่สุดแล้ว ซาอุดีอาระเบียก็คือโอเปก เพราะเป็นประเทศเดียวที่มีกำลังการผลิตสำรอง” รอสส์กล่าว โดยซาอุดีอาระเบียสามารถผลิตได้ 12.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้รักษาระดับการผลิตไว้ต่ำกว่า 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน

การเป็นสมาชิกโอเปกพลัสยังช่วยเพิ่มน้ำหนักทางการทูตและบทบาทในเวทีระหว่างประเทศให้กับประเทศสมาชิก ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลที่นักวิเคราะห์มองว่าอิหร่านยังคงอยู่ในโอเปก แม้ในช่วงที่ความขัดแย้งกับประเทศอ่าวอาหรับรุนแรงที่สุด

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ กล่าวหาโอเปกว่าเอาเปรียบคนทั้งโลก ด้วยการดันราคาน้ำมันให้สูงเกินไป และระบุว่าสหรัฐอาจทบทวนการสนับสนุนทางทหารต่อประเทศอ่าวอาหรับ เพราะนโยบายน้ำมันของโอเปก

อย่างไรก็ตาม ในปี 2020 ช่วงการระบาดของโควิด-19 ซึ่งราคาน้ำมันร่วงลงอย่างหนักและผู้ผลิตในสหรัฐได้รับผลกระทบ ทรัมป์ก็เป็นผู้ที่ช่วยโน้มน้าวให้โอเปกพลัสลดกำลังการผลิต

ฮอร์เก เลออน อดีตเจ้าหน้าที่โอเปก ซึ่งปัจจุบันทำงานกับ Rystad Energy กล่าวว่า การถอนตัวของยูเออีถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของโอเปก และผลกระทบระยะยาวคือโอเปกจะอ่อนแอลงในเชิงโครงสร้าง อย่างไรก็ดีในระยะใกล้ สมาชิกโอเปกพลัสจะมุ่งเน้นไปที่การฟื้นฟูโรงงานและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่ได้รับความเสียหายจากสงคราม มากกว่าการเดินหน้าลดกำลังการผลิต ดังนั้น การแตกสลายของโอเปกพลัสในวงกว้างจึงยังเกิดขึ้นในตอนนี้

อย่างไรก็ดี อิทธิพลของโอเปกที่มีต่อตลาดน้ำมันลดลงมาอย่างต่อเนื่องตลอดหลายทศวรรษ โดยโอเปกที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1960 เคยควบคุมการผลิตน้ำมันของโลกได้มากกว่า 50% แต่เมื่อการผลิตของคู่แข่งเพิ่มขึ้น ส่วนแบ่งของกลุ่มก็ลดลงมาเหลือเพียงประมาณ 30% ของการผลิตน้ำมันและของเหลวจากปิโตรเลียมทั่วโลก ซึ่งอยู่ที่ 105 ล้านบาร์เรลต่อวันในปีที่ผ่านมา

สหรัฐ ซึ่งในอดีตเคยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากประเทศสมาชิกโอเปก ได้กลายมาเป็นคู่แข่งรายใหญ่ที่สุดของโอเปกตลอดช่วง 15 ปีที่ผ่านมา โดยสหรัฐเพิ่มการผลิตขึ้นจนคิดเป็นมากถึง 20% ของผลผลิตทั้งหมดของโลก จากแรงหนุนของการเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมน้ำมันจากชั้นหินดินดาน

การเพิ่มขึ้นของการผลิตในสหรัฐ ทำให้โอเปกจับมือกับผู้ผลิตนอกกลุ่มหลายประเทศในปี 2016 เพื่อก่อตั้งโอเปกพลัส ซึ่งนำโดยรัสเซีย ซึ่งก่อนหน้านี้เคยเป็นหนึ่งในคู่แข่งสำคัญที่สุดของซาอุดีอาระเบียในอุตสาหกรรมน้ำมัน

IEA ระบุว่า พันธมิตรโอเปกพลัสทำให้กลุ่มดังกล่าวควบคุมการผลิตน้ำมันของโลกประมาณ 50% ในปี 2025 แต่เมื่อยูเออีถอนตัวออกไป สัดส่วนดังกล่าวจะลดลงเหลือราว 45%