
เซาธ์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์ รายงานเมื่อวันที่ 29 เมษายน รายงานเกี่ยวกับเรื่องของโครงการ “แลนด์บริดจ์” ของไทย โดยพาดหัวไว้ว่า วิกฤตฮอร์มุซ ปลุกแผนแลนด์บริดจ์ไทย แต่ความคุ้มค่าทางธุรกิจ ยังไม่ชัดเจน
โดยรายงาน ระบุว่า โครงการแลนด์บริดจ์ของไทย กำลังสร้างความเห็นที่แตกออกเป็น 2 ฝ่าย โดยบางฝ่ายมองว่า เป็นเส้นทางการค้าใหม่ที่สำคัญของเอเชีย ในโลกที่เศรษฐกิจถูกจำกัดด้วยภูมิศาสตร์ ขณะที่อีกฝ่ายเห็นว่า เป็นโครงการที่มีค่าใช้จ่ายสูงและอาจเป็นการทำลายสิ่งแวดล้อมโดยไม่จำเป็นสำหรับประเทศที่มีภาระมากมายอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้สนับสนุนโครงการทางบกที่ประกอบด้วยถนนและทางรถไฟ เชื่อมระหว่างท่าเรือฝั่งอ่าวไทยกับอีกฝั่งหนึ่งในทะเลอันดามัน ที่อยู่ห่างกันราว 90 กิโลเมตร เพื่อหลีกเลี่ยง “จุดคอขวด” ทางการค้า กลับยิ่งมีความเร่งด่วนมากขึ้นกว่าที่เคย
ทั้งนี้ การที่อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซเกือบทั้งหมด สะท้อนให้เห็นการพึ่งพาของเอเชีย ต่อเหตุการณ์ที่อยู่ห่างไกลออกไป และชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยง หากมีการปิดกั้นช่องแคบมะละกา ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญที่เชื่อมเอเชียตะวันออกกับตะวันออกกลาง
โดยรัฐบาลไทยระบุว่า แลนด์บริดจ์จะเป็นเส้นทางใหม่ที่ช่วยในการขนส่งสินค้าและพลังงาน ยังคงลื่นไหลได้ และจะยังช่วยเชื่อมเศรษฐกิจของไทยเข้ากับห่วงโซ่อุปทานโลกมากยิ่งขึ้น
ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี บอกว่า รัฐบาลจะผลักดันกฎหมายพิเศษในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้า เพื่อจัดหาเงินทุนสำหรับโครงการแลนด์บริดจ์นี้ ที่จะพาดผ่านจังหวัดชุมพรและระนอง
แต่ใครจะเป็นผู้รับภาระงบประมาณราว 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐนี้ รวมถึงความกังวลด้านสิ่งแวดล้อมที่ยังคงรุนแรง ทำให้โครงการที่ถูกพักมานานนี้ ยังมีข้อสงสัยอย่างมาก
ข่าวระบุว่า หนึ่งในผู้ลงทุนที่เป็นไปได้ คือ สิงคโปร์ โดยนายชาง ชุน ซิง รัฐมนตรีกลาโหมสิงคโปร์ แสดงความสนใจโครงการนี้ ระหว่างการเยือนกรุงเทพฯ ตามการเปิดเผยของโฆษกรัฐบาลไทย ที่ระบุว่า โครงการนี้จะเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ และหากมีความชัดเจนมากขึ้น นักลงทุนจากสิงคโปร์และประเทศอื่นๆ ก็จะมีแนวโน้มเข้าร่วม แต่ทั้งหมดนี้ ยังขึ้นอยู่กับเงื่อนไขสำคัญหลายประการ
ศ.ดร.ภวิดา ปานะนนท์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า แลนด์บริดจ์อาจมีเหตุผลทางภูมิศาสตร์ แต่ยังไม่ใช่เหตุผลทางธุรกิจ และว่า การขนส่งสินค้าจากทะเลขึ้นฝั่ง แล้วกลับลงทะเลอีกครั้ง จะเป็นการเพิ่มขั้นตอน เพิ่มต้นทุน และเสี่ยงต่อการเกิดขอขวดใหม่บนบก อีกทั้งศักยภาพก็ไม่สามารถเทียบกับปริมาณการขนส่งผ่านช่องแคบมะละกาในแต่ละวันได้ และว่า “ภูมิศาสตร์เป็นข้อโต้แย้งที่ง่าย แต่เศรษฐศาสตร์ต่างหากที่เป็นเรื่องยาก”
รายงานระบุว่า ความต้องการทางเศรษฐกิจของไทยยิ่งชัดเจนขึ้น เมื่อสงครามอิหร่านยืดเยื้อ โดยรัฐบาลได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจลงเหลือ 1.6 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าต่ำสุดในกลุ่มอาเซียน
อย่างไรก็ตาม แนวคิดแลนด์บริดจ์ อาจมีน้ำหนักมากขึ้นในอนาคต เนื่องจากช่องแคบมะละกา ซึ่งจุดที่แคบที่สุด กว้างเพียง 2.7 กิโลเมตร กำลังมีความแออัดมากขึ้น โดยเมื่อปีที่ผ่านมา มีเรือแล่นผ่านมากกว่า 102,500 ลำ
ยูจีน มาร์ค นักวิชาการจากโครงการศึกษาประเทศไทย ของสถาบัน ISEAS-Yusof Ishak ประเทศสิงคโปร์ กล่าวว่า ปริมาณการจราจรทางทะเลอาจเกินขีดความสามารถของช่องแคบ ภายในปี 2030 และแลนด์บริดจ์น่าจะช่วยรองรับปริมาณส่วนเกินเหล่านี้ได้ แต่ก็เตือนว่า ความเป็นไปได้ ยังขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของการขนถ่ายสินค้า การขนส่งทางบก และการโหลดกลับขึ้นเรือ
เซาธ์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์ รายงานว่า การปิดช่องแคบฮอร์มุซ อาจจะช่วยเพิ่มความสนใจของโครงการแลนด์บริดจ์ ในฐานะเส้นทางพลังงานทางเลือก แต่ในขณะเดียวกัน สงครามที่ยังคงดำเนินอยู่ ก็อาจจะทำให้นักลงทุนรายสำคัญ โดยเฉพาะ ซาอุดีอาระเบีย เกิดความกังวลและชะลอการลงทุน
โดยประเทศผู้มั่งคั่งจากน้ำมันนี้ เมื่อไม่กี่เดือนก่อนยังใช้จ่ายอย่างมหาศาลกับโครงการระดับโลก แต่ปัจจุบัน ได้ปิดก๊อกเงินลงทุน เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของตัวเอง ที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม ขณะที่ความต้องการก่อสร้างภายในประเทศก็ลดลง
มาร์ค บอกว่า DP World บริษัทโลจิสติกส์ข้ามชาติ ที่ตั้งอยู่ในนครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ได้กลายเป็นหนึ่งในผู้ลงทุนที่มีศักยภาพสูง และเป็นเป้าหมายหลักของรัฐบาลไทย โดย DP World กำลังมุ่งสู่แนวทาง เครือข่ายระเบียงเศรษฐกิจ ซึ่งมองว่า ท่าเรือจะไม่ใช่จุดแยกเดี่ยวอีกต่อไป แต่เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายภูมิภาค ที่เชื่อมต่อกัน
มาร์ค บอกด้วยว่า แผนเชื่อมต่อรถไฟความเร็วสูงทางตอนใต้ ไปยังสิงคโปร์ และตอนเหนือ ไปยังประเทศจีน ก็จะช่วยเพิ่มความน่าสนใจของโครงการมากขึ้น
ในส่วนของความกังวลด้านสิ่งแวดล้อมนั้น เซาธ์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์ ระบุว่า ประชาชนทางภาคใต้ของไทย ได้แสดงความกังวลว่า โครงการนี้และนิคมอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง อาจทำลายป่าไม้ ป่าชายเลน และระบบนิเวศของเกาะ ซึ่งเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์หายาก พร้อมกับเตือนว่า นักลงทุนที่มีศักยภาพจะต้องถูกล่อลวงให้ลงทุนจำนวนมหาศาลด้วยสัญญาเช่าระยะยาว ซึ่งจะทำให้ที่ดินผืนใหญ่หลุดมือคนไทยไปชั่วอายุคน
จุฑารัตน์ เรืองแก้ว ประธานวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน กล่าวว่า โครงการขนาดใหญ่แบบนี้จะทำลายสิ่งแวดล้อม ความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่นี้ มีมูลค่าสูงมาก เช่น ฉลามวาฬที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว มูลค่าทางเศรษฐกิจที่มหาศาล แต่หากที่ดินนี้ถูกเปลี่ยนเป็นอุตสาหกรรม โดยอ้างวิกฤตสงครามเป็นข้ออ้างนั้น ไม่ถูกต้อง มันเป็นทิศทางที่ผิด
ประสิทธิ์ชัย หนูนวล นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม ได้แสดงความสงสัยต่อกระแสสนับสนุนโครงการแลนด์บริดจ์ ดังกล่าว โดยระบุว่า นักวิเคราะห์แนวอินฟลูเอนเซอร์จำนวนมากออกมาสนับสนุนโครงการสะพานเชื่อมแผ่นดินอย่างเต็มที่ โดยมีความเชื่อร่วมกันว่า หากสร้างท่าเรือ 2 แห่ง ถนน 1 สาย และทางรถไฟ 1 สาย ประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล
และว่า ความเชื่อของพวกเขาตั้งอยู่บนสถานการณ์ที่ช่องแคบมะละกาถูกปิดด้วยความขัดแย้ง และสะพานเชื่อมแผ่นดินจะกลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ แต่ถ้าช่องแคบถูกปิด ทำไมแลนด์บริดจ์จะไม่ถูกปิดด้วย?
ประสิทธิ์ชัย ไม่แน่ใจว่า สะพานเชื่อมแผ่นดินจะถูกสร้างขึ้นจริงหรือไม่ เนื่องจากประเทศไทยมีชื่อเสียงในฐานะประเทศที่มีความผันผวนทางการเมืองสูง ซึ่งความคิดใหญ่ๆมักล้มเหลว โครงการนี้จึงเสี่ยงที่จะกลายเป็นอนุสรณ์สถานโครงสร้างพื้นฐานที่สร้างไม่เสร็จอีกแห่งหนึ่ง
แม้วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซจะช่วยสร้างแรงผลักดันใหม่ให้โครงการ แต่ ศ.ดร.ภวิดา เตือนว่า ความสะดวกไม่ใช่กลยุทธ์ ต้นทุนที่สูง ระยะเวลาการก่อสร้างที่ยาวนาน ปริมาณที่ยังเป็นคำถาม และการเตรียมความพร้อมในประเทศที่ยังไม่เสร็จ นี่คือโครงการระดับเรือธง ที่ยังหาความคุ้มค่าทางธุรกิจไม่เจอ




