นายกฯสิงคโปร์ เศรษฐกิจโลกเสี่ยงถดถอย-เงินเฟ้อพุ่ง แม้เปิดช่องแคบฮอร์มุซ

เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม นายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ กล่าวต่อกลุ่มผู้นำสหภาพแรงงานกว่า 1,600 คน เนื่องในวันแรงงาน ระบุว่า แม้ว่าช่องแคบฮอร์มุซ จะเปิด แต่วิกฤตพลังงานที่กำลังดำเนินอยู่ ก็อาจจะรุนแรงเท่ากับวิกฤตน้ำมันในช่วงทศวรรษ 1970 และสถานการณ์ไม่น่าจะกลับสู่ภาวะปกติในเร็ววัน

นายหว่องกล่าวในสุนทรพจน์ยาวเกือบ 50 นาาที ในงานชุมนุมวันแรงงานประจำปี ว่า ท่าเรือที่ได้รับความเสียหาย ปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิด และความจำเป็นในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของตลาด หมายถึงว่า อาจจะต้องใช้เวลานานหลายเดือนในการฟื้นตัว และว่า ที่จริงแล้ว แรงกดดันมีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงขึ้น การหยุดชะงักของอุปทานจะยังคงดำเนินต่อไป และอาจจะเลวร้ายลงในช่วงหลายเดือนข้างหน้า

ส่วนในระดับโลกนั้น นายหว่องกล่าวว่า เงินเฟ้อจะเพิ่มสูงขึ้น เมื่อภาวะตึงตัวลุกลามจากภาคพลังงานไปสู่สินค้าอาหาร และสิ่งจำเป็นอื่นๆ และบางเศรษฐกิจอาจเข้าสู่ภาวะถดถอย

นายหว่องกล่าวด้วยว่า สิงคโปร์ จะไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบได้ โดยคาดว่าเศรษฐกิจปีนี้จะชะลอตัวลง ขณะที่เงินเฟ้อจะเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะสร้างแรงกดดันอย่างแท้จริงต่อภาคธุรกิจ แรงงาน และครัวเรือน

Advertisement

นายกฯสิงคโปร์ ยังได้อ้างอิงถึงวิกฤตน้ำมันในทศวรรษ 1970 โดยระบุว่า วิกฤตครั้งนั้นได้นำไปสู่ภาวะ “Stagflation” ซึ่งเป็นภาวะเศรษฐกิจที่ชะงักงัน การว่างงานสูง และเงินเฟ้อสูงพร้อมกัน นายหว่องบอกว่า นี่ถือเป็นสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดสำหรับทั้งภาคธุรกิจและแรงงาน และขณะนี้ ความเสี่ยงของภาวะ Stagflation กำลังเพิ่มขึ้นอีกครั้ง

และว่า องค์กรพลังงานระหว่างประเทศ หรือ ไออีเอ ได้ออกมาเตือนแล้วว่า วิกฤตพลังงานในปัจจุบันอาจจะรุนแรงยิ่งกว่าที่เคยเกิดขึ้น ดังนั้น เราต้องเตรียมตัวและพร้อมรับมือกับช่วงเวลาที่ท้าทายมากขึ้นในอนาคต

แม้ว่าจะต้องเผชิญความท้าทาย แต่นายหว่อง บอกว่า สิงคโปร์ยังสามารถมองไปข้างหน้า ด้วยความมั่นใจอย่างสงบ และไม่ได้เผชิญวิกฤตนี้จากจุดที่อ่อนแอ โดยรัฐบาลได้ตัดสินใจเรื่องยากหลายอย่างตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการสะสมเงินสำรองทางการคลัง ไปจนจนถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เช่น เกาะจูร่ง และคลังเก็บน้ำมันใต้ดิน จูร่ง ร็อก คาเวิร์นส์ ที่ช่วยให้สิงคโปร์อยู่ในสถานะที่แข็งแกร่งขึ้นในการรับมือกับวิกฤต

นายหว่องกล่าวว่า พื้นฐานเหล่านี้ทำให้สิงคโปร์ กลายเป็นศูนย์กลางสำคัญของกระแสพลังงานโลก โดยบริษัทพลังงานชั้นนำของโลก เข้ามากลั่น เก็บ และค้าขายน้ำมันที่นี่ พร้อมทั้งสามารถพึ่งพาเครือข่ายอุปทานที่หลากหลาย เมื่อแหล่งใดแห่งหนึ่งเกิดปัญหา

ซึ่งนายหว่อง บอกว่า ข้อได้เปรียบนี้ถูกสร้างขึ้นมาตลอดหลายทศวรรษ ไม่ใช่โดยบังเอิญ แต่เกิดจากการตัดสินใจอย่างตั้งใจ ความพยายามอย่างต่อเนื่องและวินัย

ขณะเดียวกัน รัฐบาลสิงคโปร์ ก็ดำเนินมาตรการช่วยเหลือเบื้องต้นอย่างรวดเร็ว เพื่อสนับสนุนธุรกิจและแรงงานให้ผ่านพ้นวิกฤต โดยเมื่อเดือนที่ผ่านมา ได้มีการออกแพ็กเกจช่วยเหลือ 1,000 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ที่ครอบคลุมการเพิ่มส่วนลดค่าสาธารณูปโภค การจ่ายเงินสด และการเลื่อนการแจกบัตรกำนัลของสภาชุมชนงวดถัดไป จากที่ต้องจ่ายเดือนมกราคมปีหน้า มาจ่ายเป็นเดือนมิถุนายนปีนี้แทน

นายหว่องยอมรับว่า ชาวสิงคโปร์อาจกังวลว่า มาตรการช่วยเหลือนี้จะยังมีต่อไปหรือไม่ในอนาคต จึงให้คำมั่นว่า หากสถานการณ์เลวร้ายลง รัฐบาลก็จะดำเนินการเพิ่มเติม และคาดว่า สถานการณ์จะมีความท้าทายมากขึ้นตลอดปีนี้ และหากเป็นเช่นนั้น รัฐบาลก็จะช่วยให้มากขึ้น

นายกฯสิงคโปร์ ยังเรียกร้องให้ภาคธุรกิจมีส่วนร่วม เช่นการช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ด้วยการตรึงราคาสินค้าที่จำเป็น พร้อมกับกล่าวว่า “ในช่วงเวลาเช่นนี้ ชาวสิงคโปร์มั่นใจได้ว่า รัฐบาลจะลงมือทำ จะตัดสินใจอย่างเด็ดขาด และจะยืนเคียงข้างชาวสิงคโปร์ทุกคนในทุกย่างก้าว”

ทั้งนี้ หัวใจสำคัญของความสามารถในการรับมือวิกฤตของสิงคโปร์ คือ “โมเดลไตรภาคี” ซึ่งเป็นความร่วมมือใกล้ชิดระหว่างรัฐบาล สหภาพแรงงาน และนายจ้าง ที่ช่วยสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของประเทศ

ผู้นำสิงคโปร์ระบุว่า การขับเคลื่อนของแรงงานมีบทบาทสำคัญในความร่วมมือนี้มายาวนานกว่า 65 ปี โดยยืนเคียงข้างแรงงานในทุกวิกฤตเศรษฐกิจ และระบบนี้ยังแข็งแกร่งได้ เพราะความไว้วางใจที่สร้างขึ้นระหว่างทั้ง 3 ฝ่ายตลอดหลายทศวรรษ แม้จะมีความเห็นไม่ตรงกันในบางครั้ง และว่า สิงคโปร์ไม่ได้เลือกนำแนวทางจากประเทศอื่นมาใช้โดยตรง แต่จะพัฒนาแนวทางของตนเองให้เหมาะสมกับบริบทในประเทศ

“นี่คือวิถีแบบสิงคโปร์ เราไม่ใช่แค่พูด แต่ลงมือทำ ไม่ใช่แค่วางแผน แต่สร้างผลลัพธ์ และร่วมกันพาสิงคโปร์ไปข้างหน้า” นายหว่องกล่าว