โฟกัสโลกรอบสัปดาห์ : ลอบสังหารทรัมป์รอบ 3 ทวีรอยร้าวความมั่นคงสหรัฐ

โฟกัสโลกรอบสัปดาห์ : ลอบสังหารทรัมป์รอบ 3 ทวีรอยร้าวความมั่นคงสหรัฐ

ใช้ไปอีกหนึ่งชีวิตของ “แมวเก้าชีวิต” ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งรอดพ้นจากความพยายามลอบสังหารเป็นครั้งที่ 3 ต่อจากเหตุการณ์ที่บัตเลอร์ เพนซิลเวเนีย และที่สนามกอล์ฟทรัมป์ อินเตอร์เนชันแนล
ในเวสต์ปาล์มบีช เมื่อปี 2024 อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ได้สะท้อนถึงปาฏิหาริย์หรือความหนังเหนียวของผู้นำสหรัฐเพียงเท่านั้น หากยังตอกย้ำถึงความเปราะบางของความมั่นคงและเสถียรภาพภายในประเทศ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความเป็นมหาอำนาจโลกของสหรัฐในท้ายที่สุด

เมื่อวันที่ 25 เมษายน บรรยากาศที่รื่นรมย์ของงานเลี้ยงสมาคมผู้สื่อข่าวทำเนียบขาว ที่โรงแรงวอชิงตัน
ฮิลตัน ซึ่งมีผู้ร่วมงานกว่า 2,600 คน รวมถึงทรัมป์และสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง เมลาเนีย ทรัมป์ ผู้เป็นภรรยา ตลอดจนข้าราชการระดับสูงอย่างรองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์, มาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรี
ต่างประเทศ และ พีธ เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหม ถูกกระชากลงอย่างฉับพลันด้วยเสียงปืน 7-8 นัด

ภาพความโกลาหลที่เผยแพร่ออกมาแสดงให้เห็นความแตกตื่นของผู้เข้าร่วมงานที่ก้มต่ำเอาชีวิตรอด ก่อนที่เจ้าหน้าที่หน่วยอารักขาประธานาธิบดี (ซีเคร็ต เซอร์วิส) จะจับกุมตัวผู้ก่อเหตุไว้ได้ ซึ่งต่อมา ผู้ต้องหารายนี้ถูกตั้งข้อหาทั้งหมด 3 กระทง ได้แก่ พยายามลอบสังหารประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา ใช้อาวุธปืนระหว่างการก่ออาชญากรรมที่ใช้ความรุนแรง และเคลื่อนย้ายอาวุธปืนข้ามรัฐโดยมีเจตนาก่ออาชญากรรมร้ายแรง หากถูกตัดสินว่ามีความผิด ก็อาจต้องเผชิญโทษจำคุกสูงสุดตลอดชีวิต

ความพยายามลอบสังหารประธานาธิบดีที่เกิดขึ้นถึง 3 ครั้งในระยะเวลาเพียง 2 ปี สะท้อนภาพความเปราะบางของความมั่นคงภายในของสหรัฐ ที่ไม่สามารถควบคุมความแตกแยกทางการเมืองที่รุนแรงได้อีกต่อไป ข้อความที่ผู้ต้องหาเขียนไว้ก่อนลงมือก่อเหตุระบุว่า ไม่อาจยอมให้คนที่เป็นทั้งพวกใคร่เด็ก ผู้ข่มขืน และคนทรยศ มาทำให้มือของเขาต้องเปื้อนจากอาชญากรรมของทรัมป์อีกแล้ว นอกจากนั้น ผู้ก่อเหตุยังเคยโพสต์บนบัญชีโชเซียลส่วนตัวเมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้วว่า ทุกคนทราบดีว่า ทรัมป์เป็นคนที่แย่มากในหลายมิติ
แต่ก็ไม่มีใครทำอะไรเลยสักอย่าง

Advertisement

อีกด้านหนึ่ง การที่ แคโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว กล่าวโทษลัทธิความเกลียดชังฝ่ายซ้ายว่าเป็นต้นเหตุของความรุนแรงทางการเมือง ขณะที่ทรัมป์แถลงว่า เชื่อว่าคนที่เข้ามามีบทบาทสำคัญ
ในการเปลี่ยนแปลงประเทศมักตกเป็นเป้าการลอบสังหารเสมอ พร้อมเปรียบตัวเองเป็น อับราฮัม ลินคอล์น และบอกว่ารู้สึกเป็นเกียรติที่ตนถูกลอบสังหาร โดยการที่แต่ละฝ่ายต่างชี้นิ้วไปยังอีกฝ่ายว่าเป็นต้นตอของปัญหาเช่นนี้ ยิ่งทวีความแตกขั้วเชิงอุดมการณ์ที่แยกลึกลงไปกว่าเดิม

ขณะเดียวกัน ไม่อาจปฏิเสธได้ว่ารูปแบบการนำเสนอข่าวของสื่อบางส่วนที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการรายงาน
ข้อเท็จจริงว่าใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เมื่อไร แต่กลับมีการสอดแทรกเนื้อหาชักจูงหรือกรอบความคิด
บางอย่าง ไม่ได้ให้ผู้เสพสื่อได้วิเคราะห์และประมวลความคิดเห็นด้วยตนเอง เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้สังคมมีแนวโน้มที่จะแบ่งขั้วมากขึ้น

จากเหตุการณ์ดังกล่าว การที่ผู้ก่อเหตุสามารถนำอาวุธหลายชนิด รวมถึงปืนลูกซองแบบปั๊มขนาด 12 เกจ
ปืนพกกึ่งอัตโนมัติขนาด .38 รวมถึงมีดหลายเล่ม เข้าไปในพื้นที่จัดงานที่มีชนชั้นนำของสังคมเข้าร่วม ทั้งยังส่งผลให้มีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บหนึ่งราย แสดงให้เห็นถึงความเปราะบาง ตลอดจนความหละหลวม
ของระบบรักษาความปลอดภัยของสหรัฐ และยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงความรุนแรงจากการใช้ปืนที่ยังคงเป็นปัญหาเรื้อรังในประเทศ โดยเฉพาะเมื่อเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในสถานที่เดียวกับที่เคยมีความพยายาม
ลอบสังหารอดีตประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน เมื่อปี 1981

เหตุลอบสังหารนี้ยังตามมาด้วยทฤษฎสบคบคิดที่มองว่าเป็นการจัดฉาก โดยให้เหตุผลว่าเหตุการณ์เกิดขึ้น
ในงานที่มีผู้สื่อข่าวจำนวนมาก และเกิดขึ้นในช่วงที่การเลือกตั้งกลางเทอมกำลังใกล้เข้ามา ซึ่งภาพของทรัมป์ที่มีเลือดอาบบนใบหน้าและมีธงชาติสหรัฐเป็นฉากหลัง ที่เพนซิลเวเนีย มีส่วนสำคัญที่ทำให้เขาสามารถกลับเข้ามานั่งบัลลังก์ทำเนียบขาวได้อีกครั้ง ท่ามกลางคะแนนความนิยมของทรัมป์ลดลง
อย่างต่อเนื่อง

ฟรานซีน โพรส คอลัมนิสต์ของเดอะการ์เดียนระบุว่า เมื่อช่วงเช้าหลังคืนเกิดเหตุ บัญชีโซเชียลมีเดียและอีเมลของเธอเต็มไปด้วยข้อความที่ขึ้นต้นด้วยประโยค “ฉันไม่ใช่พวกทฤษฎีสมคบคิดนะ แต่…” และกล่าวว่า ชาวอเมริกันบางส่วนก็เริ่มตั้งข้อสงสัยว่าการโจมตีครั้งนี้ถูกจัดฉากขึ้นเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากสงคราม
ในอิหร่าน เศรษฐกิจที่ย่ำแย่ หรือแฟ้มคดีของเจฟฟรีย์ เอปสตีน โดยมีรายงานจากหลายสำนักข่าวว่า
คำว่า “จัดฉาก” ปรากฏในโพสต์บน X มากกว่า 300,000 ครั้ง

ไม่ว่าจะเป็นการจัดฉากหรือไม่ สิ่งที่แน่ชัดคือ ความเชื่อถือและความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อรัฐบาลทรัมป์นั้นลดลงอย่างชัดเจน และการเมืองที่แบ่งฝักแบ่งฝ่ายอย่างรุนแรงในระดับนี้ไม่คาดว่าจะคลี่คลายลงโดยง่าย เนื่องจากในปัจจุบัน ผู้คนจำนวนมากตกอยู่ใน echo chamber ของอัลกอริทึมบนโซเชียลมีเดีย ซึ่งคอยป้อนเนื้อหาที่ตอกย้ำความเชื่อเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ผลสำรวจล่าสุดของรอยเตอร์/อิปซอสส์ จัดทำระหว่างวันที่ 24 ถึง 27 เมษายน แสดงให้เห็นว่า คะแนน
ความนิยมของทรัมป์ลดลงสู่ระดับต่ำที่สุดตั้งแต่ที่เขาเข้ารับตำแหน่งในเดือนมกราคม 2025 ด้วยคะแนน
ไม่เห็นชอบ 64% ต่อเห็นชอบ 34% เป็นผลมาจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นจากการหยุดชะงักของการขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยราคาน้ำมันเบนซินในสหรัฐพุ่งขึ้นมากกว่า 40% ไปอยู่ที่ประมาณ 4.18 ดอลลาร์
ต่อแกลลอน นับตั้งแต่สหรัฐและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อสิ้นเดือนกุมภาพันธ์

ผลโพลจากสำนักอื่นๆ ก็อยู่ในทิศทางเดียวกัน ผลสำรวจล่าสุดของ AP-NORC ระบุว่า 67% ไม่เห็นด้วยกับการบริหารของทรัมป์ เพิ่มขึ้น 7 จุดภายในหนึ่งเดือน ขณะที่คะแนนความเห็นชอบลดลง 5 จุด
ในช่วงเวลาเดียวกัน เหลือ 33% ด้าน YouGov รายงานคะแนนความเห็นชอบต่อไม่เห็นชอบของทรัมป์ที่ 37% ต่อ 59% และซีเอ็นบีซีอยู่ที่ 40% ต่อ 58%

เมื่อความเชื่อมั่นภายในสั่นคลอน ความสามารถในการมีบทบาทนำของสหรัฐในเวทีระหว่างประเทศก็ยิ่งถูกตั้งคำถาม หลังจากที่มีความกังวลอยู่เดิมแล้วจากการที่สหรัฐได้ลดบทบาทในประเด็นสำคัญระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสนับสนุนองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ไปจนถึงความมั่นคงด้านพลังงาน

ความรุนแรงทางการเมืองที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้ยังส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของสหรัฐในฐานะประเทศประชาธิปไตยต้นแบบที่ส่งเสริมระบอบการปกครองดังกล่าวในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ทว่า กลับมีการใช้แนวทางการลอบสังหารเป็นเครื่องมือในการมีส่วนร่วมทางการเมือง และละเลยต่อสิทธิประชาธิปไตย
ขั้นพื้นฐานอย่างการเลือกตั้ง การประท้วง และเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

แม้ว่าสหรัฐยังคงรักษาสถานะมหาอำนาจทั้งทางเศรษฐกิจและการทหาร รวมถึงยังมีอิทธิพลต่อการกำหนดทิศทางตลาดพลังงานโลก ซึ่งก็เพิ่งสามารถเข้าควบคุมและกำกับการส่งออกน้ำมันดิบจากเวเนซุเอลาไปได้ แต่ในภาพรวมแล้ว พลวัตของอำนาจโลกในปัจจุบันได้เปลี่ยนไปสู่ลักษณะหลายขั้วมากขึ้น ส่งผลให้รัฐต่างๆ มีทางเลือกในการกระจายความเสี่ยงทางความสัมพันธ์และความร่วมมือทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมกับหลายประเทศได้กว้างขึ้น ไม่มีความจำเป็นต้องพึ่งพาสหรัฐเพียงประเทศเดียวอีกต่อไป

ในบริบทนี้ เสถียรภาพและความชอบธรรมของรัฐบาลทรัมป์ในประเทศกำลังเผชิญความสั่นคลอน ขณะที่ในด้านการต่างประเทศ แม้ทรัมป์จะตั้งใจลดบทบาทของสหรัฐในเวทีโลกอยู่แล้ว แต่ความเป็นผู้นำที่อ่อนแอลงย่อมทิ้งมรดกเอาไว้ ซึ่งรัฐบาลสหรัฐชุดต่อไปต้องจัดการและรับมือ