สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ‘ในโลกที่เปลี่ยนแปลง การทูตไทยจะไปทางไหน’

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว

นับเป็นการเปิดเวทีพบปะสื่อครั้งแรกอย่างเป็นทางการของ “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กระทรวงการต่างประเทศ เป้าหมายเพื่อแลกเปลี่ยน อัพเดตข้อมูล และใช้เวทีนี้แสดงวิสัยทัศน์ด้านนโยบายการต่างประเทศ

ท่ามกลางความขัดแย้งของภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่มีผลกระทบต่อการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมทั่วโลก โดยเฉพาะการสื่อความถึง “การทูตไทยในโลกที่เปลี่ยนแปลง : ไทยกำลังมุ่งไปทางไหน”

เยือนโอมาน สื่อสารถึงอิหร่าน

วิกฤตตะวันออกกลางและพลังงานที่เกิดขึ้น “สีหศักดิ์” ยอมรับว่ากระทบต่อประเทศไทยในทุกด้าน รวมถึงประเทศเกือบทั่วโลกด้วย

สถานการณ์ล่าสุด เรามีเรือพาณิชย์ติดธงไทยติดค้างอยู่ในช่องแคบฮอร์มุซ 8 ลำ เป็นเรือบรรทุกปุ๋ย 5 ลำ ที่เหลือเป็นเรือบรรทุกน้ำมันและแก๊ส ฉะนั้นการเดินทางเยือนโอมานช่วงวันที่ 15-17 เมษายนที่ผ่านมา เราไปเพื่อกระชับสัมพันธ์ พร้อมให้ข้อมูลรายละเอียดแก่เขา เพื่อขอให้ช่วยประสานติดต่อไปยังอิหร่าน โดยเฉพาะเรื่องการดูแลความปลอดภัย

เป้าหมายที่ลึกกว่านั้นคือ เราพยายามหาช่องทางสื่อสารกับอิหร่านให้ได้มากที่สุด

Advertisement

เน้นนโยบายการทูตเชิงรุก

“สีหศักดิ์” ย้ำว่า นโยบายจะให้ความสำคัญกับการทูตเชิงรุก โดยทุกครั้งที่ไปเยือนประเทศต่าง ๆ จะมีคำถามสำคัญติดไปเสมอ นั่นคือ “คุณมีน้ำมันขายให้เราหรือเปล่า”

แม้กระทรวงการต่างประเทศจะไม่ได้มีหน้าที่ดูแลเรื่องพลังงาน แต่การเจรจาระหว่างประเทศถือเป็นการเปิดโอกาสให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ประสานงานในเรื่องนี้ได้ เพื่อหาแหล่งนำเข้าน้ำมันที่หลากหลายยิ่งขึ้น

Advertisememt

พร้อมย้ำจุดยืนของไทยมาตลอดว่า เรามีท่าทีที่ชัดเจนคือ “ไม่เห็นด้วยกับสงคราม และการขยายวงของความขัดแย้งสู่ประเทศอื่น ๆ ที่ไม่ใช่คู่ขัดแย้ง”

โดยเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพและปฏิบัติตามกฎบัตรสหประชาชาติ รวมถึงกฎหมายระหว่างประเทศ ทั้งนี้ กระทรวงให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของประชาชนเป็นหลัก รวมถึงผลประโยชน์ของชาติ

ยกตัวอย่าง การเดินเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซจะเน้นถึงความปลอดภัยเป็นหลัก 

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว

รุกขับเคลื่อน 4 แนวทาง

“สีหศักดิ์” กล่าวถึงการขับเคลื่อนนโยบายการทูตไทย จะขับเคลื่อนการทูต 2.0 ครอบคลุมในทุกมิติ และจะดำเนินในทุกทิศทางที่เป็นผลประโยชน์ต่อไทย

นโยบายการต่างประเทศต้องดี มีพลัง และเริ่มต้นจากความมี “เอกภาพ” เพราะที่ผ่านมาประเทศไทยมีการเมืองภายในที่ไร้เสถียรภาพ เปลี่ยนแปลงรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีบ่อยครั้ง ทำให้ขาดความต่อเนื่องในด้านนโยบาย

ส่วนด้านเศรษฐกิจก็อ่อนแอ และด้านการต่างประเทศเองก็ไม่ได้มีความตื่นตัวเท่าที่ควร

“ผมคาดหวังว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันจะใช้โอกาสสำคัญในการสร้างความมั่นคง เสถียรภาพ และความต่อเนื่อง โดยยึดผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนเป็นหลัก”

มีคำถามว่า ท่ามกลางบริบทโลกที่ผันผวนเช่นนี้ ประเทศไทยจะก้าวข้ามไปได้อย่างไร ?

“สีหศักดิ์” กล่าวตอบว่า บริบทโลกที่กำลังวุ่นวาย ไร้ซึ่งระเบียบ และเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนั้น การดำเนินนโยบาย “รายวัน” ไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาได้แล้ว

ประเทศไทยจะก้าวข้ามวิกฤตพลังงานรอบนี้ไปได้ กระทรวงต้องเร่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแบบเร่งด่วนที่เกิดขึ้นในแต่ละวันให้ได้ก่อน โดยไม่ลืม “เป้าหมายระยะยาว”

โดยเฉพาะนโยบายการทูตเชิงรุกผ่าน 4 แนวทางคือ

1) Diplomacy of Strategy ต้องมียุทธศาสตร์และเป้าหมายที่ชัดเจน
ในทุกด้าน ว่าประเทศไทยจะเดินไปในทางไหนและมีจุดยืนอย่างไร

2) Diplomacy of Speed ต้องมีความรวดเร็ว ทันท่วงทีต่อสถานการณ์ที่ผันแปร อาทิ การตั้งวอร์รูม เพื่อติดตามสถานการณ์ในพื้นที่ ทำให้สามารถดูแลความปลอดภัยของคนไทยได้รวดเร็ว

3) Diplomacy of Coherence ต้องมีเอกภาพ ทั้งเชิงนโยบายและการทำงาน เนื่องจากการดำเนินนโยบายต่าง ๆ ล้วนคาบเกี่ยวหลายกระทรวง ทุกฝ่ายต้องมีนโยบายที่เป็นเอกภาพและสามารถทำงานร่วมกันเป็น “ทีมไทยแลนด์” ได้จริง ๆ

4) Diplomacy of Communication ต้องสื่อสารต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเข้าใจต่อประชาชน ว่าสิ่งที่กระทรวงกำลังทำอยู่สำคัญและเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประชาชนอย่างไร

ที่สำคัญไทยต้องรักษาความสมดุลการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและคำนึงถึงเป้าหมายระยะยาว ศักยภาพของกระทรวงการต่างประเทศจึงสำคัญมาก อย่างกรณีความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เราต้องเจรจาหาวิธีในหลาย ๆ มิติ

อีกตัวอย่างคือ สถานการณ์ไทย-กัมพูชา แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิง แต่ฝ่ายกัมพูชาดูมีท่าทีไม่พร้อมพูดคุย โดยใช้วิธีกดดันและสร้างความได้เปรียบในเวทีโลก แต่สุดท้ายไทยก็ต้องก้าวข้ามความขัดแย้งและอยู่ร่วมกับกัมพูชาที่มีพรมแดนติดกันให้ได้ ซึ่งเมื่อไหร่ที่ฝ่ายกัมพูชาพร้อม ฝ่ายไทยก็พร้อมเช่นกัน

ยุทธศาสตร์ระยะยาว

ส่วนการขับเคลื่อนเป็นการเสริมสร้างความมั่นคง 4 ด้าน ดังนี้

1) ความมั่นคงชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกัน หากมีปัญหาจะทำให้เกิดห่วงหน้าพะวงหลัง เราต้องสร้างความมั่นคงให้ปราศจากภัยคุกคามอธิปไตย อาชญากรรมข้ามชาติ ยาเสพติด และการค้ามนุษย์ ทั้งส่งเสริมพัฒนาประเทศไปพร้อมกัน

2) ความมั่นคงระดับภูมิภาค ต้องรักษาดุลอำนาจกับทุกขั้วอำนาจ รักษาความเป็นอิสระ และเสริมสร้างความแข็งแกร่ง ความเป็นเอกภาพ และความเป็นแกนกลางของอาเซียน

3) ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ขณะนี้กระทรวงกำลังขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจ ผ่านการหาตลาดเกิดใหม่ในภูมิภาคแอฟริกา โดยร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวง อว. เพื่อแสวงหาตลาดการค้า และวิทยาศาสตร์-เทคโนโลยี-นวัตกรรม กับกลุ่มประเทศ GCC และประเทศในภูมิภาคเอเชียกลาง

4) ความมั่นคงของมนุษย์ต้องปลอดภัยจากโรคระบาด ภัยพิบัติ การเปลี่ยนแปลงจากสภาพภูมิอากาศ และการหลอกลวงออนไลน์

ดังนั้น นโยบายต่างประเทศของไทยต้องมีความหมาย ต้องสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับคนไทยได้ ด้วยการมองไกลกว่าไทย

เพื่อสร้างโลกที่ดีขึ้น รักษาระเบียบโลกให้อยู่ในกติกา และรับฟังเสียงของทุกประเทศ เพื่อศักดิ์ศรีของประชาคมโลก

ข่าวที่เกี่ยวข้อง