
เมื่อเวลา 16.20 น. วันที่ 4 พฤษภาคม ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีการแสดงความเห็นที่ไม่ตรงกัน ในประเด็นโครงการแลนด์บริดจ์ของรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทยระหว่างนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมว่า เรื่องนี้ไม่มีอะไร ไม่มีปัญหา เป็นเพียงการพูดกันคนละที ซึ่งเรื่องของโครงการแลนด์บริดจ์จะมีการตั้งนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานคณะกรรมการการศึกษาโครงการดังกล่าว โดยจะต้องพิจารณาทุกรูปแบบ ทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความคุ้มค่าของการลงทุน โลจิสติกส์ และสิ่งที่ต้องผูกอยู่กับโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งดูเรื่องทุนอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องดูเรื่องความสะดวก และดูภาพรวมให้เกิดความคุ้มค่า โดยให้เร่งสรุปผลการศึกษาภายใน 90 วัน ให้สอดคล้องกับบริบทโลกในปัจจุบัน
ทั้งนี้ ผลการศึกษาที่เคยดำเนินการมาในอดีต อยู่บนสถานการณ์โลกอีกบริบทหนึ่ง แต่ขณะนี้เปลี่ยนไปแล้ว ทั้งเรื่องความมั่นคงทางพลังงาน และภูมิรัฐศาสตร์ การที่จะทำให้ประเทศไทยไม่มีผลกระทบ หรือได้รับผลกระทบน้อยที่สุดหากเกิดสถานการณ์หรือความขัดแย้งใดๆ ซึ่งเป็นเรื่องของคนอื่น และประเทศไทยจะได้รับผลกระทบด้วย ดังนั้น ต้องหายุทธศาสตร์ที่ให้ไทยยืนอยู่บนลำแข้งของตัวเองได้ และหากจะมีผลกระทบจะต้องมีน้อยที่สุด
“แลนด์บริดจ์ไม่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นวันพรุ่งนี้ แต่เป็นนโยบาย ซึ่งเรื่องนี้สำหรับพรรคภูมิใจไทย และแฟนๆ ของพรรคภูมิใจไทย ถือว่าเป็นเรื่องเก่าด้วยซ้ำเราพูดมาตั้งแต่ปี 2562 และสมัยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาลที่ผ่านมา ท่านก็หยิบเรื่องนี้ขึ้นมา และตั้งใจที่จะให้เกิดขึ้น ดังนั้นครั้งนี้จึงเป็นงานที่ต่อเนื่อง” นายอนุทินกล่าว
ส่วนผลนิด้าโพล ที่ระบุว่าประชาชนภาคใต้เห็นด้วยกับโครงการแลนด์บริดจ์ แต่ยังไม่เข้าใจเรื่องรายละเอียดนั้น นายอนุทินกล่าวว่า รัฐบาลต้องสื่อสารให้เห็นถึงคุณประโยชน์ เพราะไม่ว่ารัฐบาลจะทำอะไร จะต้องเห็นประโยชน์ส่วนรวม และต่อประเทศชาติ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่สุด
เมื่อถามว่า ประชาชนในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้จะยื่นหนังสือคัดค้านต่อ ส.ส.ในพื้นที่เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับโครงการแลนด์บริดจ์ นายอนุทินตอบกลับทันทีว่า ก็มีคนเห็นด้วย ทุกอย่างขึ้นอยู่กับข้อมูลจากผลการศึกษา ความคุ้มทุน และประโยชน์ใช้สอยจากโครงการ
นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า จำที่ตนเคยพูดได้หรือไม่ว่า ประเทศไทยไม่มีน้ำมันแต่มีอาหาร ทุกวันนี้ประเทศไทยต้องเริ่มให้ความสำคัญกับการขาย ความมั่นคงทางอาหารต่อทั่วโลก ดังนั้นโครงการแลนด์บริดจ์จะทำให้ระบบการขนส่งอาหารไปถึงปลายทางได้เร็วกว่า และตอนนั้นที่พูดคือปี 2562 ยังไม่มีใครมาขู่ ว่าช่องแคบฮอร์มุซจะปิด หรือช่องแคบมะละกาจะเก็บค่าผ่านทาง ไม่เคยมีใครมาแสดงความเป็นเจ้าของ แต่ปัจจุบันสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นแล้ว เราจึงต้องดูว่าจะมีกลไกไหน หรือทรัพยากรใด ที่จะทำให้เราไม่ต้องพึ่งพา คนที่ไม่พอใจก็จะมาขู่ หรือขึ้นราคา ประเทศไทยเราก็ต้องกินน้ำใต้ศอกอยู่ตลอด เราจึงต้องเปลี่ยนรูปแบบบ้าง
เมื่อถามว่า มีความห่วงใยว่าโครงการแลนด์บริดจ์ จะมีการเอื้อประโยชน์ให้นายทุน นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เอาแค่ตรงนี้ก่อน เรื่องเอื้อพูดจนเบื่อแล้วยังไม่เห็นเอื้อใครสักที 7-8 ปี ก็ไม่เคยเอื้อใคร มีแต่คนเกลียดเอาเกลียดเอา มีแต่ขัดใจเขา มีแต่ทำให้เขาโกรธ เพราะไม่ได้ไปตามใจกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ถ้าประเทศไม่ได้ประโยชน์ เพราะฉะนั้น เรื่องเอื้อเอาพวกเอาพ้องเอาเพื่อนฝูง เราได้พิสูจน์ให้เห็นแล้ว จนตอนนี้จะเหลือแต่ ส.ส.แล้ว เพื่อนข้างนอกไม่เหลือแล้ว





