สภาไฟเขียว 436 เสียง ‘นพดล เภรีฤกษ์’ เป็นเลขากฤษฎีกา

สภาฯ ไฟเขียว 436 เสียง 'นพดล เภรีฤกษ์' เป็น เลขากฤษฎีกา

สภาไฟเขียว 436 เสียง ‘นพดล เภรีฤกษ์’ นั่งเลขาฯ กฤษฎีกา ขณะที่ ‘ณัฐวุฒิ’ เลขาฯ กฤษฎีกานั่ง กก.หน่วยงานของรัฐได้หรือไม่ ด้าน ‘ปกรณ์’ แจงไปทำหน้าที่อิสระถ่วงดุลกรรมการ

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภา เป็นประธานการประชุม พิจารณาให้ความเห็นชอบ แต่งตั้งผู้ที่จะดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา

โดยนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เนื่องจากตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ว่างลงตั้งแต่วันที่ 30 มี.ค.ที่ผ่านมา ต่อมาคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 21 เม.ย. เสนอแต่งตั้งนายนพดล เภรีฤกษ์ ดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา แทนตำแหน่งที่ว่าง

และตำแหน่งดังกล่าวเป็นตำแหน่งที่มีลักษณะงานเฉพาะอย่าง ซึ่งมาตรา 63 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คณะกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ.2522 กำหนดไว้เป็นการเฉพาะว่าให้เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ครม.จึงขอความกรุณาให้สภาให้ความเห็นชอบบุคคลดังกล่าว ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาคนถัดไป

จากนั้น นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่า จำเป็นต้องอธิบายให้เห็นถึงความแตกต่างของคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งกับคุณสมบัติเฉพาะบุคคล ซึ่งคุณสมบัติเฉพาะบุคคลตนไม่ติดใจอะไรเพราะนายนพดลทำงานดีมาก แต่ประเด็นที่ต้องตั้งคำถามคือตกลงแล้วสถานะของเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา สามารถนั่งเป็นประธานในหน่วยงานต่าง ๆ ที่เป็นหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน ได้หรือไม่

Advertisement

และถ้าได้สมควรหรือไม่เพราะเหตุใดแบบใด โดยข้อกฎหมายอะไร ในฐานะที่กฤษฎีกาเป็นผู้ดูแลกฎหมาย เรียกกันว่าระบบกฎหมายมหาชน เช่น ขณะที่นายปกรณ์ดำรงตำแหน่งเลขาฯ กฤษฎีกา ก็นั่งเป็นกรรมการในธนาคารแห่งประเทศไทย กพร. กลต. ประธานกรรมการตรวจสอบและประธานกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทนของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) อย่างนี้จะเป็นกลางได้อย่างไร

ขณะที่นายนพดลเป็นคณะกรรมการนโยบายสถานะการเงิน กรรมการกำกับดูแลกิจการที่ดีและการพัฒนาอย่างยั่งยืนของบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งก่อนหน้านี้นายนพดลนั่งเป็นกรรมการตลอด แต่เมื่อรู้ว่านายปกรณ์ต้องไปเป็นรองนายกฯ ต่อมาวันที่ 8 เม.ย. นายนพดลก็ลาออกแล้วเปลี่ยนตำแหน่งเป็นกรรมการอิสระ และตรวจสอบบริษัท ไทยออยล์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คาบเกี่ยวในการตั้งรัฐบาลชุดใหม่อย่างบังเอิญและน่าประหลาดใจ

Advertisememt

“จึงเกิดคำถามว่าตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ไปนั่งเป็นกรรมการในหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐมีกฎหมายอะไรให้อำนาจกระทำได้ หรือเป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งประเทศชาติอย่างไรที่อนุญาตให้ทำได้ และในกรณีของผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา มีกฎหมายอะไรที่อนุญาตให้เข้าไปเป็นกรรมการในหน่วยงานที่เรียกว่ากึ่งรัฐวิสาหกิจได้ และหากมีกฎหมายควรหรือไม่ควรอย่างไร รวมถึงในกรณีเห็นชอบตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกามีความแตกต่างระหว่างสภาผู้แทนราษฎรกับวุฒิสภา ซึ่งทางวุฒิสภามีหมวด 5 ให้อำนาจในการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบประวัติต่าง ๆ ได้ แต่ในกรณีของสภาผู้แทนราษฎรไม่มีการให้อำนาจในการตรวจสอบประวัติได้” นายณัฐวุฒิกล่าว

ขณะที่นายปกรณ์ชี้แจงว่า ตามมาตรา 63 วรรคสาม ของ พ.ร.บ.คณะกรรมการกฤษฎีกา กำหนดไว้ชัดว่าเลขาธิการเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ เมื่อเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญจึงอยู่ภายใต้บังคับของ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน ซึ่งมาตรา 83 (6) บัญญัติว่า ข้าราชการพลเรือนสามัญต้องไม่เป็นกรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการหรือตำแหน่งที่บริหารจัดการในลักษณะเดียวกัน ในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทเอกชน ซึ่งกฎหมายไม่ได้ห้ามถึงขนาดว่าห้ามไม่ให้อะไรเลย

แต่ห้ามไม่ให้เป็นส่วนร่วมในการบริหารจัดการ ซึ่งการบริหารจัดการบริษัทเอกชนจริง ๆ มีกรรมการ 2 ลักษณะ คือ 1.กรรมการไม่อิสระ และ 2.กรรมการอิสระ ซึ่งกรรมการอิสระนั้นทำหน้าที่ในการตรวจสอบและถ่วงดุลการตัดสินใจของกรรมการที่ไม่เป็นอิสระ นั่นคือหลักกฎหมายทั่วไปในการบริหารจัดการ

นายปกรณ์กล่าวอีกว่า ไม่ใช่เฉพาะเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา แต่ข้าราชการท่านอื่นก็สามารถที่จะเป็นกรรมการ ซึ่งไม่ใช่ลักษณะที่เป็นกรรมการผู้จัดการหรือผู้มีอำนาจในการบริหารบริษัทต่าง ๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทเอกชนหรือมหาชน ถ้ากฎหมายต้องการห้ามไม่ให้ข้าราชการไปดำรงตำแหน่งใด ๆ เลย จะต้องพิจารณาถึงความได้สัดส่วนว่าเป็นความจำกัดสิทธิเสรีภาพของข้าราชการเกินไปหรือไม่ และหากจะประสงค์จำกัดเช่นนั้นจริงต้องมีการแก้ไขกฎหมายเพื่อเพิ่มเติมลักษณะนี้เข้าไปเพื่อความชัดเจน

นายปกรณ์กล่าวต่อว่า ตนขออนุญาตให้แยกในส่วนของที่เกี่ยวข้องกับการดำรงตำแหน่ง กับการปฎิบัติหน้าที่ ซึ่งทุกวันมีการสับสนอยู่ในระบบอย่างมากว่าเมื่อดำรงตำแหน่งนั้นแล้วจะต้องเป็นลูกน้องของคนนั้นหรือคนนี้ ต้องทำตามที่คนนั้นหรือคนนี้สั่ง ตนขอเรียนว่าจริง ๆ ข้าราชการไม่ถูกบังคับอยู่ภายใต้อาณัติใดๆ มีระเบียบวินัย กฎเกณฑ์ที่ต้องปฏิบัติ แต่เรื่องการปฏิบัติหน้าที่ข้าราชการมีอิสระอย่างเต็มที่ ที่จะตัดสินใจดำเนินการในสิ่งที่ถูกต้องและชอบธรรม ตนทำเรื่องแบบนี้บ่อย ๆ จนเป็นข่าวหลายรัฐบาล ตนตรงไปตรงมาในแบบของตน

ฉะนั้นขอความกรุณาต้องแยกกันระหว่างเรื่องการดำรงตำแหน่งและการปฎิบัติหน้าที่ในการพิจารณาว่าใครปฎิบัติหน้าที่อย่างไร นอกจากการดำรงตำแหน่งแล้วต้องดูว่าเขาปฎิบัติหน้าที่อย่างเป็นอิสระตรงไปตรงมาตามหลักวิชาการหรือไม่ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาเมื่อทำงานเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญก็จริงแต่เราทำงานร่วมกับสภามาตลอด ตนทำงานร่วมกับสภาทั้งหมด 36 ปี ซึ่งกฤษฎีกาต่างประเทศไม่ได้ทำแบบประเทศไทย เขาทำหน้าที่ร่างกฎหมายและให้ความเห็นในฝ่ายบริหารอย่างเดียว ไม่ต้องมาสภาหรือชี้แจง แต่ของเราทำทุกอย่าง

“เมื่อเวลาเราสวมหมวกได้เรามาเป็นกรรมาธิการที่สภา ถึงแม้เราจะอยู่ในหมวกมาจากการแต่งตั้งโดยรัฐบาลเป็นกรรมาธิการจากฝ่ายรัฐบาล แต่เมื่อเราปฏิบัติหน้าที่ท่านสมาชิกคงเห็นว่าเรายึดตรงไปตรงมาตามหลักวิชาการ ตรงไหนได้ก็ได้ ตรงไหนไม่ได้ก็จะท้วงว่าไม่ได้ ซึ่งอาจจะเป็นปัญหาแก่ท่านอยู่บ้าง ว่าทำไมกฤษฎีกาถึงไม่ค่อยยอม ผมคิดว่าตรงนี้คือสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าความเป็นกลางและอิสระของเรา เราไม่ได้ดื้อตามรัฐบาลตลอด” นายปกรณ์กล่าว

ทำให้นายณัฐวุฒิกล่าวว่า ประเด็นที่อยากฝากคือมีความลักลั่น เนื่องจากกรณีที่ให้ความเห็นต่อการดำรงตำแหน่งต่าง ๆ วุฒิสภามีหมวด 5 อยู่ในข้อบังคับ 105-114 ว่าต้องสามารถตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาตรวจสอบประวัติหรือส่งให้คณะกรรมการสามัญในการตรวจสอบประวัติก่อน แต่สภาผู้แทนของเราไม่มี จึงอยากฝากประธานรัฐสภา อาจมอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายของสภา ได้พิจารณาว่าสมควรมีหมวดนี้เพิ่มเข้าไปในข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่

จากนั้นเป็นการขอมติว่าจะให้ความเห็นชอบให้นายนพดลเป็นเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาหรือไม่ ด้วยการออกเสียงลงคะแนนเป็นการลับ โดยใช้เครื่องลงคะแนนของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)เป็นการให้สมาชิกเข้าคูหา กดปุ่มหมายเลขที่จะลงคะแนน หากเห็นชอบให้กดปุ่มหมายเลข 1 ไม่เห็นชอบ กดปุ่มหมายเลข 2 งดออกเสียงกดปุ่มงดออกเสียง เมื่อประกาศผลแล้วประธานจะส่งให้เจ้าหน้าที่ลบข้อมูลการออกเสียงลงคะแนนทันที

ผลปรากฎว่าที่ประชุมเห็นชอบ 436 คะแนน ไม่เห็นชอบ 8 คะแนน งดออกเสียง 5 คะแนน ทำให้นายปกรณ์ได้ลุกขึ้นขอบคุณที่ประชุมสภาที่เห็นชอบให้นายนพดลดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ตามที่ ครม.เสนอ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง