
เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม เว็บไซต์ขแมร์ไทม์ส รายงานความคืบหน้า หลังจากเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม คณะรัฐมนตรีของไทย มีมติยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน หรือ MOU44 โดยขแมร์ไทม์ส รายงานว่า กัมพูชาจะดำเนินกระบวนการไกล่เกลี่ยภาคบังคับภายใต้ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS หลังจากที่ไทยละเมิดข้อตกลงทวิภาคีปี 2544 ฝ่ายเดียว ในการหาทางออกให้กับข้อพิพาททางทะเลที่ทับซ้อนกันในอ่าวไทย
โดยฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา กล่าวเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม หลังจาก ครม.ไทย ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบให้ยกเลิก MOU44 โดยอ้างว่าการดำเนินการดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพชายแดนนั้น
ฮุน มาเนต กล่าวว่า บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ มีบทบาทสำคัญในฐานะกรอบความร่วมมือทวิภาคีที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกันมานานกว่า 25 ปี เพื่อแก้ไขปัญหาข้อพิพาททางทะเลที่ทับซ้อนกัน ซึ่งการมีผลบังคับใช้ของบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ สะท้อนให้เห็นถึงจิตวิญญาณแห่งความร่วมมือและความปรารถนาดีต่อกัน
นายกฯกัมพูชา กล่าวด้วยว่า เป็นเรื่องน่าเสียดายที่ประเทศไทยตัดสินใจถอนตัวออกจาก MOU แต่เพียงฝ่ายเดียว และว่า กัมพูชาให้ความสำคัญกับกลไกแบบทวิภาคี ตามบันทึกความเข้าใจฉบับนี้มาโดยตลอดในการแก้ไขปัญหาข้อพิพาททางทะเลที่ทับซ้อนกัน การถอนตัวแต่เพียงฝ่ายเดียวของประเทศไทย จะเท่ากับเป็นการปฏิเสธข้อตกลงทวิภาคีเพียงฉบับเดียว ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือทวิภาคีเพียงกรอบเดียวที่ทั้งสองฝ่ายยึดถือมานานกว่า 2 ทศวรรษ
พร้อมระบุว่า ประเทศไทยได้ทำให้กัมพูชาไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องหันไปพึ่ง UNCLOS โดยเฉพาะกลไกการไกล่เกลี่ยภาคบังคับ เพื่อแก้ไขปัญหาข้อพิพาทที่ทับซ้อนกัน
“กลไกการไกล่เกลี่ยภาคบังคับจัดตั้งขึ้นโดย UNCLOS เพื่อช่วยเหลือรัฐภาคีในการแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติวิธีตามกฎหมายระหว่างประเทศ ดังนั้น การตัดสินใจของกัมพูชา สะท้อนให้เห็นถึงความหวังอย่างจริงใจของทั้งสองประเทศที่จะสามารถบรรลุข้อตกลงที่เป็นธรรมและยั่งยืนตามกฎหมายระหว่างประเทศ ทำให้ประชาชนของเราสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติ มีเสถียรภาพและปรองดอง” ฮุน มาเนต กล่าว
รายงานระบุว่า นักวิเคราะห์ได้ออกาเตือนว่า การที่ประเทศไทยยกเลิก MOU44 จะทำให้การเจรจาทางทะเลแบบทวิภาคีถอยหลังไป 25 ปี
ขณะที่นายปรัก สุคน รัฐมนตีต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศ กล่าวในแถลงการณ์ เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมว่า กัมพูชาจะเปลี่ยนไปใช้กระบวนการไกล่เกลี่ยภาคบังคับ ภายต้ UNCLOS อันเป็นผลมาจากการตัดสินใจของครม.ไทย และว่า บันทีความเข้าใจ เป็นกรอบความร่วมมือทวิภาคีเพียงกรอบเดียวสำหรับการแก้ไขปัญหาข้อพิพาททางทะเลที่ทับซ้อนกัน และการส่งเสริมการกำหนดเขตแดนด้วยวิธีการที่สันติและถูกต้องตามกฎหมาย
และอธิบายว่า การกระทำของไทยถือเป็นการเบี่ยงเบนจากเจตนารมณ์และความตั้งใจทางการเมือง ที่ทำให้ทั้งสองประเทศสามารถสร้างกลไกความร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหาได้
นายปรัก สุคน บอกว่า กัมพูชาขอแสดงความเสียใจอีกครั้งต่อการตัดสินใจครั้งนี้ และว่า ในการตอบโต้ กัมพูชาไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องเริ่มกระบวนการไกล่เกลี่ยภาคบังคับภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล
ทั้งนี้ MOU44 เป็นข้อตกลงระหว่างกัมพูชาและไทย ซึ่งทำหน้าที่เป็นกรอบในการเจรจาเรื่องเขตแดนทางทะเลและการพัฒนาร่วมกันของทรัพยากรพลังงานในอ่าวไทย โดยบันทีคกวามเข้าใจฉบับนี้ ลงนามไว้เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2544 เพื่อร่วมกันบริหารจัดการและกำหนดพื้นที่ทับซ้อนกัน ขนาด 26,000 ตารางกิโลเมตรในอ่าวไทย ซึ่งอุดมไปด้วยพลังงาน




