ศาลการค้าสหรัฐคว่ำแผน B ภาษี 10 % มาตรา 122 -ทรัมป์เดินหน้าแผน C มาตรา 301

เจ้าหน้าที่ตำรวจยืนปฏิบัติหน้าที่อยู่หน้าศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐในนิวยอร์ก เมื่อ 10 มิถุนายน 2025 (ซินหัว/หลิว ยานาน)

ศาลการค้ากลางสหรัฐประกาศว่ามาตรการภาษีนำเข้า 10% ทั่วโลกของประธานาธิบดีทรัมป์ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งถือเป็นความเสียหายครั้งใหม่ต่อแผนเศรษฐกิจเสาหลักของรัฐบาล เพียงไม่กี่เดือนหลังจากที่ศาลสูงสุดยกเลิกมาตรการภาษีแบบต่างตอบโต้ (Reciprocal tariff) แต่ภาษีจะยังคงถูกเรียกเก็บจากผู้นำเข้าส่วนใหญ่ในระหว่างที่ฝ่ายบริหารกำลังยื่นอุทธรณ์ ด้านนักวิเคราะห์ระบุว่ารัฐบาลกำลังสอบสวนตามมาตรา 301 ในฐานะแผน C 

บลูมเบิร์ก (Bloomberg) และแอ็กซิออส (Axios) รายงานเมื่อ 7 พ.ค. ตามเวลาท้องถิ่นว่า คณะผู้พิพากษา 3 คนที่ศาลการค้าระหว่างประเทศ (The US Court of International Trade) ในเขตแมนฮัตตัน ซึ่งเป็นศาลระดับรัฐบาลกลางมีมติเสียงแตก 2 ต่อ 1  ให้ยกเลิกมาตรการภาษีที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐกำหนดภาษี 10% ในเดือนกุมภาพันธ์ ภายใต้มาตรา 122 ของพระราชบัญญัติการค้าปี 1974 ตามคำร้องของกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กและรัฐต่าง ๆ กว่า 24 รัฐ ซึ่งส่วนใหญ่นำโดยพรรคเดโมแครต

ทั้งนี้ ภาษี 10% ดังกล่าวที่ทรัมป์เรียกเก็บเป็น ‘แผน B’ มีจุดมุ่งหมายเพื่อแทนที่ภาษีแบบต่างตอบโต้ (Reciprocal tariff) ซึ่งเป็น ‘แผน A’ ที่ถูกศาลสูงสุดสหรัฐตัดสินว่ามิชอบด้วยกฎหมาย เมื่อ 20 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งภาษี 10% ตามมาตรา 122 ไม่เคยมีการใช้มาก่อน และมีข้อจำกัดในเรื่องเวลาบังคับใช้ 150 วัน โดยจะหมดอายุในวันที่ 24 ก.ค.นี้

ในขณะนี้ศาลได้สั่งระงับการบังคับใช้ภาษีกับบริษัทสองแห่งที่ฟ้องร้องและรัฐวอชิงตันในทันที โดยชี้แจงอย่างชัดเจนว่าไม่ได้ออกคำสั่งห้ามแบบ “ครอบคลุมทุกรัฐ” เนื่องจากคณะผู้พิพากษาพบว่ารัฐอื่น ๆ ขาดคุณสมบัติในการฟ้องร้อง เนื่องจากไม่ใช่ผู้นำเข้าโดยตรง แต่ชี้ให้เห็นว่ารัฐอื่น ๆ ที่ไม่ใช่โจทก์ได้รับความเสียหายจากการต้องจ่ายราคาสินค้าที่สูงขึ้นเมื่อธุรกิจต่าง ๆ ผลักภาระต้นทุนภาษีไปยังลูกค้า

แตกต่างจากคำสั่งศาลสูงสุด ซึ่งออกคำสั่งห้ามทั่วประเทศครอบคลุมผู้นำเข้าทั้งหมดในตอนแรก แต่คำสั่งศาลการค้าในคดีนี้มีขอบเขตแคบกว่า กล่าวคือศาลการค้าตัดสินว่าภาษีผิดกฎหมายและออกคำสั่งห้ามถาวร แม้ว่าจะเฉพาะกับโจทก์ในคดีนี้เท่านั้น (และคาดการณ์กันอย่างกว้างขวางว่าฝ่ายบริหารจะขอให้ศาลอุทธรณ์กลางระงับคำสั่งก่อนที่จะมีผลบังคับใช้)

Advertisement

แต่ภาษี 10% จะยังคงถูกเรียกเก็บจากผู้นำเข้าส่วนใหญ่ในระหว่างที่ฝ่ายบริหารกำลังยื่นอุทธรณ์

ยังไม่ชัดเจนในทันทีว่าคำตัดสินนี้จะมีความหมายอย่างไรสำหรับผู้นำเข้ารายอื่น ๆ ที่จ่ายภาษีดังกล่าว ซึ่งเจฟฟรีย์ ชวาบ ที่ปรึกษาอาวุโสของศูนย์ยุติธรรมลิเบอร์ตี้ (Liberty Justice Center) ตัวแทนของธุรกิจขนาดเล็กที่ยื่นฟ้องคดีหนึ่งต่อศาลการค้า กล่าวว่า ขั้นตอนต่อไปจะขึ้นอยู่กับการตอบสนองของฝ่ายบริหาร รวมถึงกระทรวงยุติธรรมสหรัฐจะอุทธรณ์หรือไม่

Advertisememt

ทั้งนี้ ศูนย์ยุติธรรมลิเบอร์ตี้เป็นกลุ่มเดียวกันกับที่ช่วยโต้แย้งในคดีฟ้องร้องภาษีแบบต่างตอบโต้ครั้งล่าสุดต่อหน้าศาลสูงสุด ซึ่งลงเอยชนะคดี

คำตัดสินศาลการค้าถือเป็นความพ่ายแพ้ครั้งล่าสุด หลังจากศาลสูงสุดตัดสินว่าภาษีต่างตอบโต้ (Reciprocal tariff) มิชอบด้วยกฎหมาย โดยในครั้งนี้ศาลการค้าปฏิเสธจุดยืนของฝ่ายบริหารที่ว่า “การขาดดุลการชำระเงิน” ซึ่งเป็นเกณฑ์สำคัญในการเรียกเก็บภาษีตามมาตรา 122 นั้นเป็น “วลีที่เปลี่ยนแปลงได้” ศาลเสียงข้างมากสรุปว่า คำประกาศของทรัมป์ที่กำหนดภาษีดังกล่าวล้มเหลวในการระบุว่าการขาดดุลดังกล่าวมีอยู่จริงตามความหมายของกฎหมายปี 1974 แต่กลับใช้ “การขาดดุลการค้าและการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมาแทนที่”

รัฐบาลโต้แย้งว่า การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งเป็นการวัดอย่างกว้างที่สุดว่าสหรัฐจ่ายออกไปให้ประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกเท่าใด เมื่อเทียบกับรายรับที่ได้รับ ซึ่งการขาดดุลการค้าเป็นส่วนสำคัญนั้นเป็นตัวแทนที่ถูกต้องตามเจตนารมณ์ของรัฐสภา

โจทก์กล่าวว่า วิกฤตการณ์ทางการเงินประเภทที่กฎหมายนี้ออกแบบมาเพื่อแก้ไขนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นอีกเลยนับตั้งแต่สหรัฐเลิกใช้ระบบมาตรฐานทองคำในทศวรรษ 1970

ทิม ไบรต์บิลล์ ประธานร่วมของแผนกการค้าระหว่างประเทศของบริษัทกฎหมาย Wiley Rein กล่าวว่า สำหรับสิ่งที่ต้องจับตาดู คือว่า  “การตัดสินครั้งนี้จะถูกอุทธรณ์โดยฝ่ายบริหารอย่างแน่นอน และมี ‘แผน C’ เตรียมไว้แล้ว นั่นคือการสอบสวนตามมาตรา 301 ที่กำลังดำเนินการอยู่” ทิม ไบรต์บิลล์ ประธานร่วมของแผนกการค้าระหว่างประเทศของบริษัทกฎหมาย Wiley Rein กล่าว

เมื่อถูกถามเกี่ยวกับคำตัดสิน ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “เรามีผู้พิพากษาฝ่ายซ้ายหัวรุนแรงสองคนที่ลงคะแนนเสียงคัดค้าน ดังนั้นไม่มีอะไรทำให้ผมประหลาดใจกับศาล ไม่มีอะไรทำให้ผมประหลาดใจ ดังนั้นเราจึงใช้วิธีที่ไม่เหมือนเดิมเสมอ เราได้รับคำตัดสินหนึ่ง และเราก็หาวิธีอื่น”

สำหรับผู้พิพากษาเสียงข้างมากได้แก่ ผู้พิพากษามาร์ก เอ. บาร์เนตต์ (Mark A. Barnett) และแคลร์ อาร์. เคลลี (Claire R. Kelly) ส่วนทิโมธี ซี. สแตนซู (Timothy C. Stanceu) เป็นเสียงข้างน้อย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง