
เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม เว็บไซต์คณะกรรมการโอลิมปิกสากล (ไอโอซี) โพสต์รายงานผลการประชุมคณะกรรมการบริหารไอโอซี เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยมีวาระสำคัญเรื่องการหารือยุทธศาสตร์ “ฟิต ฟอร์ เดอะ ฟิวเจอร์” (Fit for the Future) หรือ F4F ซึ่งเป็นการวางนโยบายและแผนการทำงานระยะเวลา 7 ปี ภายใต้การนำของเคอร์สตี้ โคเวนทรี ประธานไอโอซีคนปัจจุบัน โดยจะนำยุทธศาสตร์ดังกล่าวเสนอต่อที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปีของไอโอซี ระหว่างวันที่ 24-25 มิถุนายน ที่นครโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
หนึ่งในประเด็นที่หารือกันเกี่ยวกับอนาคตของมหกรรมกีฬาเยาวชน “ยูธโอลิมปิกเกมส์” ทั้งฤดูร้อนและฤดูหนาว โดยคณะทำงานที่ได้รับมอบหมายให้สำรวจความพร้อมของชาติสมาชิกที่เสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันยูธโอลิมปิกเกมส์ 2030 เมื่อเดือนที่แล้ว ได้นำเสนอรายงานเบื้องต้นต่อบอร์ดบริหาร อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการสำรวจความพร้อมยังไม่ได้ข้อสรุป คณะกรรมการบริหารไอโอซีจึงมีมติเอกฉันท์ให้หยุดกระบวนการคัดเลือกเจ้าภาพยูธโอลิมปิกเกมส์ 2030 เอาไว้ก่อน เพื่อให้มีเวลาทบทวนถึงวัตถุประสงค์หลักของการจัดการแข่งขัน รวมถึงให้ไอโอซีโฟกัสที่นโยบายการพัฒนากีฬาสำหรับเยาวชนทั่วโลก เพื่อการันตีว่าโอลิมปิกมูฟเมนต์จะมุ่งเน้นวิสัยทัศน์อันเป็นหนึ่งเดียวกัน ในการสนับสนุนกีฬาในหมู่เยาวชนทั่วโลก
ทั้งนี้ ไอโอซียืนยันว่ายังคงให้การสนับสนุนการแข่งขันยูธโอลิมปิกเกมส์ฤดูร้อน ปี 2026 ที่กรุงดาการ์ ประเทศเซเนกัล และยูธโอลิมปิกเกมส์ฤดูหนาว ปี 2028 ที่โดโลมิตี้ วัลเทลลิน่า ประเทศอิตาลี อย่างเต็มที่
อนึ่งก่อนหน้านี้ประเทศไทย เป็น 1 ใน 3 ประเทศ ที่ผ่านการคัดเลือกเข้ามาพิจารณารอบสุดท้าย ร่วมกับ ชิลี และปารากวัย โดยตามไทม์ไลน์ที่ไอโอซี กำหนดไว้คือ จะตัดสินเลือกเจ้าภาพในการประชุมวันที่ 25 มิถุนายน 2569 ที่เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยทั้ง 3 ชาติ ที่เข้ารอบ จะมีเวลาในการนำเสนอข้อมูล ชาติละ 20 นาที เพื่อให้สมาชิกไอโอซี 106 ชาติทั่วโลก พิจารณาลงคะเเนน ซึ่งช่วงกลางเดือนพฤษภาคม 2569 เป็นเส้นตายที่ไอโอซี ต้องการเอกสารยืนยันจากรัฐบาล 3 ประเทศทั้ง ไทย, ชิลี และปารากวัย ต้องยืนยันให้การสนับสนุนเรื่องของงบประมาณ
อย่างไรก็ตามประเทศไทยภายใต้นายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล และนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ประกาศชัดเจนต่อสื่อมวลชนว่า ได้ตัดสินใจพับแผนการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพออกไปแล้ว โดยเป็นความเห็นตรงกันในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม เนื่องจากประเทศไทยยังไม่พร้อมด้านงบประมาณที่ฝ่ายที่เกี่ยวข้องเสนอตัวเลขมหาศาลถึง 5,400 ล้านบาท และยังมีค่าเก็บตัวฝึกซ้อมนักกีฬาอีกมโหฬารกว่า 1,500 ล้านบาท เมื่อพิจารณาความคุ้มค่าของเกมการแข่งขันอย่าง ยูธโอลิมปิกเกมส์ ไม่คุ้มค่ากับการลงทุนงบประมาณมหาศาลท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ทุกชาติทั่วโลกเผชิญอยู่ รวมถึงภาวะสงครามภายในชาติตะวันออกกลาง จึงล้มกระดานการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพของประเทศไทย ทำให้เหลือแค่ ชิลี กับปารากวัย ในการเสนอตัวให้ไอโอซี พิจารณาในขั้นตอนสุดท้าย




