เผย 4 อุตสาหกรรม โกยรายได้มหาศาลห้วงสงครามอิหร่านระอุ

เผย 4 อุตสาหกรรม โกยรายได้มหาศาลห้วงสงครามอิหร่านระอุ

บีบีซีรายงานว่า ขณะที่ภาคครัวเรือนทั่วโลกต้องแบกรับค่าใช้จ่ายที่มากขึ้นจากสงครามอิหร่าน บริษัทบางแห่งกำลังกอบโกยกำไรมหาศาล

ความไม่แน่นอนที่เกิดจากความขัดแย้ง รวมถึงการที่อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซได้ส่งผลให้ค่าครองชีพให้สูงขึ้นและกระทบงบประมาณของทั้งธุรกิจ ครอบครัวและรัฐบาลต่างๆ อย่างไรก็ดี ในช่วงที่หลายฝ่ายถูกกดดันจนแทบไม่รอด ธุรกิจบางประเภทกลับทำกำไรได้มากขึ้นในช่วงสงคราม หรือได้รับประโยชน์จากราคาพลังงานที่ผันผวน โดยรายได้และผลกำไรทำสถิติสูงสุด

นี่คืออุตสาหกรรมและบริษัทที่กำลังทำเงินหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในห้วงที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังดำเนินอยู่

  1. น้ำมันและก๊าซ

ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของสงครามจนถึงขณะนี้ คือการพุ่งขึ้นของราคาพลังงาน น้ำมันและก๊าซ ที่ 1 ใน 5 ของโลก ถูกขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แต่หยุดชะงักลงตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

Advertisement

ผลที่ตามมาคือความผันผวนอย่างรุนแรงของราคาพลังงานในตลาดโลก ซึ่งทำให้บริษัทน้ำมันและก๊าซ
รายใหญ่ของโลกบางแห่งได้รับประโยชน์ โดยผู้ที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดคือบริษัทยักษ์ใหญ่น้ำมันของยุโรป ซึ่งมีฝ่ายซื้อขายพลังงานของตนเอง จึงสามารถทำกำไรจากความเคลื่อนไหวของราคาที่รุนแรงได้

กำไรของ British Petroleum บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่จากสหราชอาณาจักร เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า เป็น 3,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงไตรมาสแรกของปี หลังจากบริษัทระบุว่า ฝ่ายซื้อขายมีผลงานยอดเยี่ยมเป็นพิเศษ

ขณะเดียวกัน Shell ก็ทำผลงานได้ดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ โดยกำไรในสามเดือนแรกของปีเพิ่มขึ้นเป็น 6,920 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ด้าน TotalEnergies ก็มีกำไรเพิ่มขึ้นเกือบ 1 ใน 3 เป็น 5,400 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสแรกของปี 2026 โดยได้แรงหนุนจากความผันผวนในตลาดน้ำมันและพลังงาน

ส่วนบริษัทยักษ์ใหญ่ของสหรัฐอย่าง ExxonMobil และ Chevron แม้ว่ารายได้จะลดลงเมื่อเทียบกับ
ช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากปัญหาการหยุดชะงักของอุปทานจากตะวันออกกลาง แต่ทั้งสองบริษัทยังทำผลงานดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ และคาดว่ากำไรจะเติบโตต่อไปตลอดทั้งปี เพราะราคาน้ำมันยังคงสูงกว่าช่วงก่อนสงครามปะทุอย่างมาก

  1. ธนาคารยักษ์ใหญ่

ธนาคารขนาดใหญ่หลายแห่งก็ได้รับประโยชน์ด้านกำไรจากสงครามในอิหร่านเช่นกัน ฝ่ายซื้อขายของ JP Morgan สร้างรายได้เป็นสถิติสูงสุดที่ 11,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐในไตรมาสแรกของปี ช่วยให้ทั้งธนาคารทำกำไรรายไตรมาสสูงที่สุดเป็นอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์ของบริษัท

สำหรับกลุ่ม Big Six ซึ่งประกอบด้วย Bank of America, Morgan Stanley, Citigroup, Goldman Sachs และ Wells Fargo รวมถึง JP Morgan ต่างก็มีผลกำไรเพิ่มขึ้นอย่างมากในไตรมาสแรกของปี โดยรวมแล้ว ธนาคารเหล่านี้รายงานกำไรรวม 47,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐในไตรมาสแรกของปี 2026

ซูซานนาห์ สตรีตเตอร์ หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนของ Wealth Club กล่าวว่า ปริมาณซื้อขายที่สูงเป็นประโยชน์ต่อธนาคารการลงทุน โดยเฉพาะ Morgan Stanley และ Goldman Sachs

ธนาคารรายใหญ่ในวอลล์สตรีทได้รับแรงหนุนจากความต้องการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากนักลงทุนรีบเทขายหุ้นและพันธบัตรที่มีความเสี่ยงสูง แล้วนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ถูกมองว่าปลอดภัยกว่า นอกจากนี้ ปริมาณการซื้อขายยังเพิ่มขึ้นจากนักลงทุนที่ต้องการทำกำไรจากความผันผวนของตลาดการเงิน

สตรีตเตอร์กล่าวอีกว่า ความผันผวนที่เกิดจากสงครามทำให้การซื้อขายเพิ่มสูงขึ้น นักลงทุนบางส่วนขายหุ้นเพราะมีความกังวลว่าสงครามจะยกระดับ ขณะที่อีกส่วนหนึ่งเข้าซื้อเมื่อราคาปรับตัวลง ซึ่งช่วยกระตุ้นการฟื้นตัวของตลาด

  1. อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

เอมิลี ซาวิซ นักวิเคราะห์อาวุโสจาก RSM UK กล่าวว่า หนึ่งในภาคธุรกิจที่ได้รับประโยชน์เร็วที่สุดจากทุกความขัดแย้งที่เกิดขึ้นคืออุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ความขัดแย้งส่งเสริมมีการช่องโหว่ด้านขีดความสามารถในการป้องกันทางอากาศ ทำให้เกิดการเร่งลงทุนในระบบป้องกันขีปนาวุธ ระบบต่อต้านโดรน และยุทโธปกรณ์ทางทหารทั่วทั้งยุโรปและสหรัฐ

อีกทั้ง สงครามยังทำให้ทางรัฐบาลจำเป็นต้องเพิ่มจำนวนปริมาณอาวุธ ส่งผลให้อุปสงค์เพิ่มสูงขึ้น โดยรายงานผลประกอบการของ BAE Systems ซึ่งผลิตชิ้นส่วนสำหรับเครื่องบินรบ F35 เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม ระบุว่า บริษัทคาดว่ายอดขายและกำไรจะเติบโตอย่างแข็งแกร่งในปีนี้

พร้อมระบุว่า ภัยคุกคามด้านความมั่นคงที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก กำลังผลักดันให้รัฐบาลเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม ซึ่งสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อธุรกิจของบริษัทด้วย

Lockheed Martin, Boeing และ Northrop Grumman ซึ่งเป็นผู้รับเหมาด้านกลาโหมรายใหญ่ที่สุดสามรายของโลก ต่างรายงานว่ามียอดคำสั่งซื้อคงค้างสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ณ สิ้นไตรมาสแรกของปี 2026

ทั้งนี้ ราคาหุ้นของบริษัทด้านกลาโหม ซึ่งปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ได้ปรับตัวลดลงตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม หลังมีความกังวลว่าภาคอุตสาหกรรมนี้อาจมีมูลค่าสูงเกินจริง

  1. พลังงานหมุนเวียน

สตรีตเตอร์กล่าวอีกว่า ความขัดแย้งครั้งนี้ยังทำให้เห็นถึงความจำเป็นในการกระจายความเสี่ยงในการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล และได้ทำให้ความสนใจในภาคพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยสงครามทำให้
การลงทุนในพลังงานหมุนเวียนถูกมองว่ามีความสำคัญมากขึ้น ทั้งในแง่ความมั่นคงและความสามารถใน
การรับมือกับความผันผวน

หนึ่งในบริษัทที่ได้รับประโยชน์คือ NextEra Energy จากรัฐฟลอริดา ซึ่งราคาหุ้นพุ่งขึ้น 17% ตั้งแต่ต้นปี ขณะที่บริษัทพลังงานลมรายใหญ่ของเดนมาร์กอย่าง Vestas และ Orsted ก็รายงานกำไรที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก สะท้อนว่าผลกระทบจากสงครามในอิหร่านกำลังช่วยหนุนธุรกิจพลังงานหมุนเวียนด้วยเช่นกัน

ในสหราชอาณาจักร Octopus Energy ให้สัมภาษณ์ว่า สงครามได้สร้างแรงกระแทกครั้งใหญ่ต่อยอดขายแผงโซลาร์และปั๊มความร้อน โดยยอดขายแผงโซลาร์เพิ่มขึ้น 50% ตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์

นอกจากนี้ ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงยังช่วยผลักดันความต้องการรถยนต์ไฟฟ้า โดยเฉพาะผู้ผลิตจากจีนที่สามารถใช้โอกาสนี้ขยายตลาดได้มากขึ้น