
‘ยศชนัน’ ชี้ 4 ปี ปูรากฐานนวัตกรรม กาง 8 ยุทธศาสตร์ ปั้นเศรษฐกิจใหม่ ผลักดันประเทศพ้นกับดักรายได้ปานกลาง
ที่โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ ซอยรางน้ำ มติชนจัดสัมมนา ’Matichon X AIS Forum 2026 : Innovation Changes Thailand นวัตกรรมเปลี่ยนประเทศ‘ เพื่อนำเสนอความก้าวหน้าในด้านนวัตกรรม และศักยภาพของประเทศไทยในการใช้นวัตกรรมขับเคลื่อน
โดย ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวปาฐกถาพิเศษ “นวัตกรรมเปลี่ยนประเทศ” ตอนหนึ่งว่า ประเทศไทยมีนวัตกรรมจำนวนมาก แต่ยังขาดตัวเชื่อมเข้ากับภาคส่วนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม การต่างประเทศ ซึ่ง อว.จะเข้ามาทำหน้าที่ และเข้ามาดูว่าปัญหาในแต่ละเรื่องอยู่ตรงไหน เพื่อใช้นวัตกรรมเข้าไปช่วยแก้ปัญหา ทั้งเรื่องภัยพิบัติ สิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ใน 4 ปีนี้ เราจะทำทั้งหมด
โดยมีแผนปฏิบัติการ 8 ยุทธศาสตร์ครอบคลุมทุกมิติการพัฒนา ได้แก่
- ส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรม (Innovation Ecosystem) ในประเทศไทย เชื่อมโยงมหาวิทยาลัย ภาครัฐ เอกชน แหล่งทุน และผู้ประกอบการ พร้อมผลักดันการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์
- การพัฒนาประเทศสู่ศูนย์กลางสุขภาพและการแพทย์ (Wellness Thailand) ตั้งแต่สมุนไพร เวชสำอาง อาหารแห่งอนาคต ไปจนถึงเทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูง
- การวางรากฐานอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor Thailand) รองรับอุตสาหกรรมอนาคต เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า AI และระบบสื่อสารยุคใหม่
- การขับเคลื่อนประเทศด้วย AI และข้อมูล (AI & Data Driven Nation) ภายใต้แนวคิด “AI for ALL”
- การลงทุนในเทคโนโลยีขั้นแนวหน้า (Frontier Innovation) อาทิ ควอนตัม อวกาศ และพลังงานสีเขียว
- ส่งเสริมเทคโนโลยีความมั่นคง (Security Technology) ครอบคลุมความมั่นคงทางไซเบอร์ การป้องกันประเทศ การรับมือภัยพิบัติและเป้าหมาย Net Zero
- ส่งเสริมเทคโนโลยีเพื่อต่อต้านคอร์รัปชั่น มุ่งสู่รัฐบาลดิจิทัล (Anti-Corruption & Digital Government) ด้วยการเปิดเผยข้อมูลและบริการภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จ
- การพลิกโฉมมหาวิทยาลัยสู่ระดับโลก (World-Class University) เพื่อเป็นแหล่งสร้างองค์ความรู้และพัฒนากำลังคนคุณภาพสูง
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวต่อว่า ทั้งนี้นวัตกรรมเกิดจากคน ทุกคนสามารถสร้างนวัตกรรมได้ โดยยุทธศาสตร์แรกคือการสร้างกลไกให้เกิดระบบนิเวศในประเทศไทย โดย อว. จะทำเรื่องการศึกษาและวิจัยเรื่องเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลก

รวมทั้งการพัฒนากำลังคนด้วยการปรับและพัฒนาทักษะใหม่ให้สอดคล้องกับงาน โดยการศึกษา วิจัยและนวัตกรรมต้องเติบโตไปด้วยกัน การที่คนชอบพูดว่า งานวิจัยส่วนใหญ่มักขึ้นหิ้งไม่ใช่ปัญหา แต่ขอให้มีงานวิจัยเต็มหิ้งไว้ก่อน วันนี้งานวิจัยของประเทศไทยยังไม่เต็มหิ้ง ดังนั้น ต้องมีพื้นที่ให้นักวิจัยได้ลองผิดลองถูก แต่งานวิจัยเหล่านั้นต้องตอบให้ได้ว่า ทำแล้วมองไปเห็นอนาคตในเรื่องใด ตรงนี้เป็นสิ่งที่เราจะทำให้เกิดขึ้น
“วันนี้อยากชวนทุกคนมาช่วยกันวางโครงสร้างพื้นฐานให้เกิดงานวิจัยโดยอัตโนมัติ ซึ่งไม่ว่าใครจะขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศ ระบบนิเวศนวัตกรรมจะต้องไม่เสียหาย นักคิด นักวิจัย กับนักปฏิบัติต้องมีโอกาสได้พบกันโดย เพื่อให้เกิดการวิจัยและพัฒนาหรืออาร์แอนด์ดี เมื่อมีการวิจัยและพัฒนาเป็นต้นทุน นำไปสู่นวัตกรรมทำให้เกิดรายได้ จะส่งเสริมให้เกิดการวิจัยที่ต่อเนื่องโดยไม่หยุดนิ่ง มีการรับถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ทั้งเรื่องของการลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่คนไทย
โดยเลือกเทคโนโลยีที่โดดเด่น ตลอดจนการผลักดันให้เกิด Deep Tech หรือเทคโนโลยีเชิงลึก โดยมีเป้าหมายคือการวางรากฐานไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูง งานวิจัยเหล่านี้ อาจจะเปลี่ยนแปลงนวัตกรรมทางการแพทย์ อาจเปลี่ยนระบบการศึกษา หรืออาจจะเปลี่ยนแปลงมิติทุกอย่างที่ทำให้ประเทศเจริญก้าวหน้า แน่นอนว่าหลากหลายรูปแบบต้องทำให้เกิดขึ้น และไม่ได้มองแค่ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ หรือจีดีพี ที่เพิ่มขึ้น แต่ต้องปฏิวัติคุณภาพชีวิตของทุกคนด้วยนวัตกรรม ซึ่งหน่วยงานภาครัฐต้องเข้าดูแลให้เกิดความเท่าเทียม” ศ.ดร.ยศชนันกล่าว
รัฐมนตรีว่าการ อว. กล่าวต่อว่า นวัตกรรมประเทศไทยมีองค์ประกอบทุกอย่างครบถ้วน แต่ต้องมีการส่งเสริมการจัดกิจกรรม ระดมสมองเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมหรือแก้ปัญหา ส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรม ECOSYSTEM ส่งเสริม Area-based Innovation Ecosystem ส่งเสริม Matching Fund & University Holding Company ขยายผล Startup Thailand League ส่งเสริมความเข้มแข็งของกระบวนการทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งในยุทธศาสตร์ที่ 2-5 จะเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ
โดยยุทธศาสตร์ที่ 2 จะเป็นการพัฒนาประเทศสู่ศูนย์กลางสุขภาพและการแพทย์ เพราะประเทศไทยเป็นเบอร์ 1 ของโลก โดยเราจะเอาเรื่องของเวลเนสเป็นตัวนำ ถือเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่และเชื่อมไปถึงเรื่อง AI และเซมิคอนดักเตอร์ อว.จะเข้าไปช่วยเพิ่ม Productivity หรือผลิตภาพด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมในภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ภาคการผลิตและภาคบริการ สำหรับประเทศไทยได้เปรียบเรื่องเวลเนส
ดังนั้น หากใช้ตรงนี้ให้เป็นประโยชน์ จะสามารถทำให้ประเทศไทย อยู่ในสายตาของประชาคมโลก ใช้ความได้เปรียบตรงนี้ทำให้ชาวต่างชาติเห็นศิลปวัฒนธรรม รวมถึงเรื่องอื่น ๆ ที่สามารถดึง เข้ามาเป็นจุดเด่นได้ด้วยเวลเนส
”วันนี้ประเทศไทยเราต้องเดินให้ถูกทาง ซึ่งเอไอจะเป็นจุดเปลี่ยน นวัตกรรมต้องเข้าไปช่วยพัฒนาเรื่องต่าง ๆ ทั้งการเกษตร อุตสาหกรรม อาหาร บริการฯลฯ ที่สำคัญ ต้องเพิ่ม Productivity โดยใช้เอไอ เมื่อเวลเนส มารวม Productivity จะทำให้เกิดการพัฒนาที่ไม่หยุดนิ่ง การสร้างเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ในเรื่องเอไอ ถือเป็นการวางรากฐาน วันนี้เรามีคนไทยอยู่ทั่วโลกทำไมไม่ใช้ความเก่งของคนเหล่านั้นกลับมาพัฒนาประเทศ ซึ่งไม่จำเป็นให้เขาเหล่านั้นกลับมาประเทศไทย แต่ทำอย่างไร ทำให้เขา สามารถใช้ความรู้ความสามารถ เป็นผู้นำทางวิทยาศาสตร์
อย่างไรก็ตาม การวิจัยบางอย่าง เช่น การทดลองในสัตว์เป็นเรื่องที่คนอาจจะเห็นคุณค่าแต่ก็เป็นความจำเป็น ไม่เช่นนั้นเราจะเป็นประเทศที่ผลิต แต่คนไทยได้ใช้แต่ของที่คุณภาพไม่ดี วันนี้เราต้องเปลี่ยน เป็นประเทศที่ผลิตเพื่อให้คนไทยได้ใช้ของดีและคุณภาพเท่าเทียมกับคนทั่วโลก ดังนั้นจึงอยากให้มาช่วยกัน“ ศ.ดร.ยศชนันกล่าว
ศ.ดร.ยศชนันกล่าวต่อว่า ยุทธศาสตร์ที่ 6 การส่งเสริมเทคโนโลยีความมั่นคง ถ้าเราทำให้เศรษฐกิจดี แต่ประเทศไม่มีอธิปไตยก็ไม่มีความหมาย เพราะฉะนั้น เราต้องส่งเสริมเทคโนโลยีด้านความมั่นคงเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น
ขณะเดียวกัน ยุทธศาสตร์ที่ 7 ส่งเสริมเทคโนโลยีเพื่อต่อต้านคอร์รัปชั่น มุ่งสู่รัฐบาลดิจิทัล โดย อว.มุ่งจะทำใน 2 โครงการ 1.Open Thailand หรือ Open Data และ 2.Zero Corruption MHESI ACT/ No COI ด้วยการเปิดเผยข้อมูลและบริการภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จเพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการบริหารงาน ไม่ให้เกิดการคอร์รัปชั่น เพื่อทำให้เห็นว่าประเทศไทยไร้คอร์รัปชั่นและกระทรวง อว.จะต้องเป็นตัวอย่างให้กระทรวงอื่นๆ ด้วย
และยุทธศาสตร์ที่ 8 การพลิกโฉมมหาวิทยาลัยสู่ระดับโลก โดยเราจะทำทั้งเรื่อง TCAS เท่าเทียม, Upskill Reskill เรียนได้งบจบได้งาน, การสร้างระบบนิเวศเพื่อเชื่อมโยงภาควิชาการ(นักคิด) เข้ากับภาคเอกชน (นักปฏิบัติ,) สนับสนุนการดึงดูด Global Talent ระดับโลก, AI for All และการสนับสนุนอาจารย์/ นักวิจัย ออกไปพัฒนาชาติทุกด้าน
”ในหนึ่งเดือนที่ผ่านมาเราทำงานเต็มที่ เพื่อช่วยแก้ปัญหาเพิ่มจีดีพีให้ประเทศ จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือ และมีเอ็มพาวเวอร์ เพื่อผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรม เพื่อให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากประเทศกับดักได้ปานกลางและเป็นประเทศที่มีความสุข เป็นประเทศที่สวยงามสำหรับลูกหลานของเรา เราต้องเริ่มภายในวันนี้ วันนี้ผมคิดว่าองคาพยพพร้อมแล้ว อยากให้เรื่องนี้จบที่รุ่นเราเพื่อให้รุ่นลูกรุ่นหลานจะได้อยู่ในประเทศที่มีรายได้สูง 4 ปีนี้ จะเป็นการวางรากฐาน เพื่อการพัฒนาในอนาคต“ ศ.ดร.ยศชนันกล่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง





