
สื่อนอกวิเคราะห์ สิ้นสุดยุคทักษิณในการเมืองไทย หลังออกเรือนจำ
บีบีซีเผยแพร่บทวิเคราะห์กรณีการปล่อยตัวจากเรือนจำของ อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม จึงแปลมาให้ได้ทราบกัน
สำหรับชายคนหนึ่งที่ใช้ช่วงเวลา 20 ปีที่ผ่านมาอยู่ในการลี้ภัย และอีก 8 เดือนในเรือนจำ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรียังคงมีอิทธิพลอย่างมากต่อประเทศไทย
การได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำในวัย 76 ปี หลังรับโทษจำคุกบางส่วนของโทษ 1 ปี ในคดีคอร์รัปชั่นและการใช้อำนาจโดยมิชอบระหว่างดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตั้งแต่ปี 2001 ถึง 2006 ถือเป็นข่าวใหญ่ของประเทศ
ในวันนี้ ขณะที่ทักษิณเดินออกมาจากเรือนจำคลองเปรม ที่กรุงเทพฯ โดยสวมเสื้อเชิ้ตสีขาว กำไลอิเล็กทรอนิกส์ที่ข้อเท้า และตัดผมสั้น มีผู้สนับสนุนจำนวนมากที่สวมใส่เสื้อสีแดงและส่งเสียงเชียร์ และมีสมาชิกครอบครัว รวมถึงนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ผู้เป็นบุตรสาวและอดีตนายกรัฐมนตรี ต้อนรับเขาหน้าเรือนจำคลองเปรม
ทักษิณบอกกับผู้สื่อข่าวด้วยว่า เขามีสุขภาพแข็งแรงดีและมีความรู้สึกโล่งใจ และแม้พรรคเพื่อไทยจะยืนยันว่าต่อจากนี้ทักษิณจะอยู่เบื้องหลัง แต่ก็ไม่สามารถหยุดกระแสความคิดเกี่ยวกับบทบาทที่ทักษิณยังคงมีอยู่ในการเมืองไทยได้ ทว่า เรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่น่าแปลกใจแต่อย่างใด
โดยนับตั้งแต่ที่ทักษิณ ผู้ที่สามารถขึ้นมาเป็นมหาเศรษฐีด้วยตัวเอง ชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายในเดือนมกราคม ปี 2001 พยายามเปลี่ยนแปลงประเทศ จนมีทั้งผู้สนับสนุนที่ภักดีและฝ่ายต่อต้านอย่างรุนแรงในเวลาเดียวกัน พรรคการเมืองของเขายังคงชนะการเลือกตั้งต่อเนื่อง แม้หลังจากที่เขาถูกยึดอำนาจโดยการรัฐประหารในเดือนกันยายน 2006
ความกังวลต่อความทะเยอทะยานของเขาในหมู่กลุ่มอนุรักษนิยมและฝ่ายรอยัลลิสต์นำไปสู่การตัดสินคดีความต่อเครือข่ายพันธมิตรของเขาหลายครั้ง เกิดการชุมนุมบนท้องถนนที่ยื้อเยื้อหลายปี และรัฐประหารอีกครั้งในปี 2014
ทั้งนี้ ทักษิณปฏิเสธที่จะถอนตัวออกจากเวทีการเมือง เขายังคงควบคุมพรรคจากต่างประเทศ แต่หลังจากที่สามารถ “ตกลงกันได้” ฝ่ายอนุรักษนิยมก็ยอมให้เขากลับบ้านในปี 2023
ความนิยมที่ยังคงมีต่อเขาเห็นได้ชัดจากบรรดาผู้สนับสนุนที่มารวมตัวกันหน้าเรือนจำ หนึ่งในนั้นคือเมษา ลมบัวรอด ซึ่งขับรถมาไกลถึง 700 กิโลเมตร เพื่อมารอรับทักษิณหลังจากที่ได้รับการปล่อยตัว
“วันนี้ฉันเอาลิ้นจี่มาให้เขา 20 กิโล ฉันรู้ว่าเขาชอบ ตอนนี้เขาเป็นอิสระแล้ว ฉันอยากให้เขาได้กินของอร่อยๆ ฉันอยากให้เขาช่วยประเทศ ช่วยประชาชนที่กำลังทุกข์ยากมากในตอนนี้ มีแค่เขาเท่านั้นที่สามารถทำได้ตามที่สัญญาไว้” เมษากล่าว
ดูเหมือนว่าทักษิณจะไม่สามารถวางตัวอยู่เบื้องหลังอย่างแท้จริง แม้ว่าเขาจะย้ำหลายครั้งว่า อยากใช้เวลาอยู่กับหลานๆ มากขึ้น แต่ครั้งนี้ ทุกอย่างอาจแตกต่างออกไป
ทักษิณถูกจำคุกเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา หลังศาลฎีกามีคำวินิจฉัยว่าการที่เขาใช้เวลา 6 เดือนรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลตำรวจหลังกลับประเทศไทยนั้น เป็นเพียงกลอุบายเพื่อหลีกเลี่ยงการรับโทษจำคุก
โดยคำตัดสินดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินปลดอดีตนายกรัฐมนตรีแพทองธารออกจากตำแหน่ง สืบเนื่องจากกรณีการพูดคุยผ่านโทรศัพท์กับฮุน เซน ในเรื่องข้อพิพาทชายแดนระหว่างสองประเทศ ถือเป็นอีกครั้งที่ศาลสายอนุรักษนิยมซึ่งทรงอิทธิพล ได้เข้ามากำหนดชะตากรรมของพรรคการเมืองของทักษิณ เหมือนที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ในช่วงที่ทักษิณอยู่ในเรือนจำ พรรคเพื่อไทยทำผลงานย่ำแย่ที่สุดเป็นประวัติการณ์ในการเลือกตั้งทั่วไปเดือนกุมภาพันธ์ พรรคถูกผลักตกไปอยู่อันดับ 3 ตามหลังพรรคประชาชน พรรคการเมืองสายปฏิรูป และพรรคสายอนุรักษนิยม ภูมิใจไทย หลังจากที่พรรคของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ได้รับแรงหนุนจากกระแสชาตินิยมที่เพิ่มขึ้นภายหลังความขัดแย้งชายแดนกับกัมพูชา พรรคเพื่อไทยจึงจำเป็นต้องยอมรับบทบาทเป็นเพียงพรรคร่วมรัฐบาลขนาดรองในรัฐบาลชุดใหม่
เคน โลหเตปานนท์ นักวิเคราะห์การเมือง กล่าวว่า ทักษิณออกจากเรือนจำมาเผชิญกับสภาพแวดล้อมทางการเมืองแบบใหม่ โดยพรรคเพื่อไทยถูกลดบทบาทลงจนกลายเป็นเพียงพรรคขนาดกลาง แม้จะไม่มีวันตัดทักษิณออกจากสมการได้ แต่ความท้าทายที่ทั้งเขาและพรรคกำลังเผชิญอยู่ มีขนาดและความรุนแรงแตกต่างจากอดีต พรรคเพื่อไทยต้องตัดสินใจว่า การกลับมาสู่สาธารณะของทักษิณจะช่วยพรรคได้จริงหรือไม่ หรือพรรคอาจได้ประโยชน์มากกว่าจากการผลักดันผู้นำรุ่นใหม่ขึ้นมาเป็นจุดขายแทน
ยังคงไม่แน่ชัดว่า “ข้อตกลงใหญ่” กับฝ่ายอนุรักษนิยม ซึ่งเปิดทางให้ทักษิณยุติการลี้ภัยและกลับประเทศได้ในปี 2023 จึงพังทลายลงอย่างรวดเร็ว
หรือแท้จริงแล้ว ฝ่ายอนุรักษนิยมตั้งใจตั้งแต่ต้นที่จะใช้ศาลเป็นเครื่องมือในการทำลายรัฐบาลที่นำโดยพรรคของทักษิณ เพราะแม้แต่นายกรัฐมนตรีคนแรกที่เขาเลือก ก็ยังถูกศาลปลดออกจากตำแหน่งด้วยเหตุผลที่หลายคนมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย
หรืออีกด้านหนึ่ง ฝ่ายนั้นอาจถูกกระตุ้นให้ลงมือเล่นงานเขา เพราะไม่ยอมอยู่เบื้องหลังและยังคงมุ่งมั่นผลักดันวาระของพรรค
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ความไม่ไว้วางใจระหว่างทักษิณกับฝ่ายอนุรักษนิยมของไทยในเวลานี้ น่าจะยากเกินกว่าจะประสานกันได้อีก แม้เขาจะยังคงปรารถนาบทบาททางการเมืองที่โดดเด่น แต่แทบจะแน่นอนว่าเขาจะถูกกีดกันไม่ให้ได้รับบทบาทนั้น
ตลอด 25 ปีที่ผ่านมาในประเทศไทย อาจกล่าวได้ว่าเป็นยุคของทักษิณ ทว่า ยุคนั้นก็น่าจะสิ้นสุดลงแล้วอย่างแท้จริง




