
เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถ้อยแถลงในช่วงการประชุมเต็มคณะ ภายใต้หัวข้อ “การสร้างสมดุลระหว่างเป้าหมายและผลกระทบของนโยบายอุตสาหกรรม” หรือ “Balancing the Goals and Impacts of Industrial Policy” ในการประชุมระดับรัฐมนตรี ประจำปี 2026 ณ สำนักงานใหญ่ OECD ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส
นายสีหศักดิ์กล่าวว่า สำหรับประเทศไทย นโยบายอุตสาหกรรมเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางการพัฒนาประเทศมาโดยตลอดนับตั้งแต่ทศวรรษ 1960 เป็นต้นมา ประเทศไทยได้ดำเนินยุทธศาสตร์ในการเสริมสร้างศักยภาพด้านอุตสาหกรรมภายในประเทศ ผ่านมาตรการต่าง ๆ เพื่อเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพาการทดแทนการนำเข้าไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการส่งออกผ่านมาตรการต่างๆ อาทิ การให้สิทธิประโยชน์และแรงจูงใจด้านการลงทุนที่มุ่งเป้าหมาย การดำเนินยุทธศาสตร์เพื่อดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) อย่างเข้มแข็ง และการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ นโยบายเหล่านี้ช่วยเปลี่ยนประเทศไทยจากเศรษฐกิจที่พึ่งพาภาคเกษตรกรรมเป็นหลักไป สู่การเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการผลิตของภูมิภาค โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และปิโตรเคมี
แต่บริบทที่เคยเอื้อต่อความสำเร็จดังกล่าวกำลังเปลี่ยนแปลงไป ปัจจุบัน นักลงทุนไม่ได้มองแค่สิทธิประโยชน์หรือแรงจูงใจทางภาษีเท่านั้น แต่ให้ความสำคัญกับทักษะแรงงาน นวัตกรรม คุณภาพของกฎระเบียบ ความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ และความมีเสถียรภาพของนโยบายภาครัฐ
ขณะเดียวกัน ประเทศต่าง ๆ ยังต้องสามารถสร้างงานที่มีคุณภาพ เสริมสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ และขับเคลื่อนความยั่งยืนควบคู่ไปกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ด้วยเหตุนี้ นโยบายอุตสาหกรรมจึงยังคงมีความสำคัญ แต่ต้องเปลี่ยนจุดเน้นจากการสนับสนุนอุตสาหกรรมเฉพาะภาคส่วน ไปสู่การส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านของระบบเศรษฐกิจโดยรวม
นั่นหมายถึงการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ผ่านการพัฒนาทักษะและการเรียนรู้ตลอดชีวิต การเพิ่มการลงทุนในระบบนิเวศนวัตกรรม โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และเทคโนโลยีสีเขียว
และยังหมายถึงการเสริมสร้างการบูรณาการทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค เนื่องจากห่วงโซ่อุปทาน เทคโนโลยี พลังงาน และการลงทุนในปัจจุบันต่างเชื่อมโยงและเป็นดำเนินการข้ามพรมแดนมากขึ้น
สิ่งเหล่านี้ยังเป็นแนวทางสำคัญที่กำลังขับเคลื่อนประเทศไทยในปัจจุบัน ขณะที่เร่งเดินหน้าการปฏิรูป เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความยืดหยุ่นเพื่อรองรับอนาคต
ด้วยเหตุนี้ การเข้าเป็นสมาชิกขององค์การ OECD จึงมีความสำคัญต่อประเทศไทย เรามองว่าการเข้าเป็นสมาชิกมิใช่เป้าหมายปลายทาง หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจในภาพรวม
การเข้าเป็นสมาชิกช่วยให้ประเทศไทยสามารถเปรียบเทียบมาตรฐานและนโยบายของตนกับแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดในระดับสากล เพิ่มความสอดคล้องเชิงนโยบาย และเสริมสร้างความเข้มแข็งของสถาบันต่าง ๆ เพื่อรองรับอนาคต
ในความเป็นจริง ความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับ OECD มิได้เริ่มต้นจากกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้เข้าร่วมโครงการ คณะกรรมการ ตลอดจนตราสารต่าง ๆ ของ OECD อย่างต่อเนื่อง เราได้เรียนรู้จากประสบการณ์ของ OECD และนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศ
เราเชื่อว่า OECD เองก็สามารถได้รับประโยชน์จากประสบการณ์ของประเทศไทยเช่นกัน ในฐานะประเทศที่มีรายได้ระดับปานกลางค่อนไปทางสูง ประเทศไทยมีประสบการณ์เชิงปฏิบัติที่สามารถช่วยเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นภายใน OECD และสนับสนุนการมีส่วนร่วมกับประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ได้ดียิ่งขึ้น
ในแง่นี้ การเข้าเป็นสมาชิกจึงไม่ใช่เพียงเรื่องที่ประเทศไทยจะได้เรียนรู้จาก OECD เท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสที่ประเทศไทยจะมีส่วนร่วมในการเสริมสร้างบทบาทและความสำคัญของ OECD ในเวทีโลกที่กำลังขยายตัวมากขึ้นด้วย
ข้าพเจ้าเชื่อว่าคำถามสำคัญที่สุดที่เราควรร่วมกันพิจารณาคือ นโยบายอุตสาหกรรมจะสามารถช่วยให้สังคมต่าง ๆ ก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจครั้งสำคัญได้อย่างไร พร้อมทั้งต้องทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจยังคงมาพร้อมกับการมีความสามารถในการแข่งขัน มีความยืดหยุ่น และมีความยั่งยืน
นี่คือความท้าทายที่ข้าพเจ้าเชื่อว่าหลายประเทศกำลังเผชิญร่วมกัน และนั่นคือเหตุผลที่เวทีความร่วมมืออย่าง OECD จึงยังคงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยให้แน่ใจว่า นโยบายของเราจะมีความพร้อมสำหรับเศรษฐกิจแห่งอนาคตที่เรากำลังร่วมกันสร้างขึ้น




