
วันนี้ 11 พฤษภาคม นางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าวหลังจากที่นางเอกสิริ ปิณฑะรุจิ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศได้บรรยายสรุปแก่คณะทูตประจำประเทศไทย เรื่องผลการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ระหว่างวันที่ 7-8 พฤษภาคม 2569 ณ เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ รวมถึงการประชุมสามฝ่าย ระหว่างผู้นำไทย ฟิลิปปินส์ และกัมพูชา
โดยผู้เข้าร่วมการบรรยายสรุปในวันนี้ประกอบไปด้วย เอกอัครราชทูตและผู้แทนจาก 62 ประเทศ 1 องค์กรระหว่างประเทศ และ 3 องค์การระหว่างประเทศ รวมทั้งสิ้นเป็น 73 คน โดยการประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นประเด็นสำคัญหลักคือ ผลกระทบของวิกฤตตะวันออกกลางต่ออาเซียน และแนวทางตอบสนองร่วมของอาเซียนต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดหลักของประธานอาเซียนในปีนี้คือ “การนำทางอนาคตของเราไปด้วยกัน” หรือ navigating future together
นางมาระตีกล่าวว่า ผู้นำอาเซียนเห็นพ้องกันว่า ขณะนี้อาเซียนกำลังเผชิญสภาพแวดล้อมทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มีความซับซ้อนและผันผวนมากขึ้นจากการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และระเบียบระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนกติกาสากลที่กำลังถูกบั่นทอน ภายใต้บริบทเช่นนี้ ผู้นำทุกประเทศได้ย้ำความจำเป็นในการธำรงไว้ซึ่งเอกภาพและบทบาทนำของอาเซียน ยึดมั่นในกฎหมายระหว่างประเทศ และการบูรณาการในภูมิภาคให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นและรับมือกับความไม่แน่นอน โดยที่ประชุมได้รับรองแถลงการณ์ผู้นำอาเซียนว่าด้วยการตอบสนองต่อวิกฤตตะวันออกกลาง ครอบคลุมมาตราการเร่งด่วนและระยะยาวในด้านการบูรณาการทางศก ความมั่นคงทาพลังงาน ความมั่นคงทางทหาร
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย ย้ำถึง การเสริมสร้างความเชื่อมโยงและความยืดหยุ่นของ supply chain ความพร้อมของไทยในการแบ่งปันเชื้อเพลิงอากาศยานสำรองแก่ประเทศสมาชิกอาเซียน และความพร้อมของไทยในการสนับสนุนการเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารของภูมิภาค ผ่านการนำเสนอแนวคิด 3R เพื่อกำหนดทิศทางของอาเซียนท่ามกลางบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ได้แก่ Regionalism การเสริมสร้างความเป็นภูมิภาคนิยม Resilience ความยืดหยุ่น เสริมสร้างกลไกของอาเซียนให้รับมือกับความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และ Relevance รักษาบทบาทสำคัญของอาเซียนทั้งภายในและภายนอกภูมิภาค
นอกจากนี้ นายกฯ ยังเน้นย้ำความจำเป็นของการส่งเสริมความร่วมมือด้านพลังงานในภูมิภาค ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด การผลักดันโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน และการส่งเสริมความร่วมมือ เพื่อรองรับผลกระทบอื่น ๆ จากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ตลอดจนคุ้มครองเสรีภาพในการเดินเรือที่กำลังเป็นประเด็นสำคัญในช่วงเวลานี้
ขณะเดียวกัน ปลัดกระทรวงการต่างประเทศได้ชี้แจ้งต่อคณะทูตในประเด็นเมียนมาว่า หลังจากที่ผู้นำอาเซียนหารืออย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับสถานการณ์ในเมียนมา อาเซียนเริ่มมีมุมมองร่วมกันมากยิ่งขึ้น ถึงความจำเป็นต้องทบทวนแนวทางการดำเนินการตามฉันทามติ 5 ข้อ หลังจากดำเนินการเป็นระยะเวลา 5 ปี แต่ไม่มีความคืบหน้าอย่างมีนัยยะสำคัญ อาเซียนจึงต้องทบทวนและปรับแนวทางเพื่อดำเนินหน้าต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับข้อเสนอของไทยหรือ calibrated re-engagement กับเมียนมา โดยที่ประชุมได้มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของอาเซียนหารือกันในประเด็นนี้เพิ่มเติมในรายละเอียด และจัดทำข้อเสนอแนะเพื่อเสนอต่อผู้นำอาเซียนพิจารณาต่อไป
สำหรับผลการประชุม 3 ฝ่ายระหว่างไทย ฟิลิปปินส์ และกัมพูชา เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคมที่ผ่านมา นางมาระตีระบุว่านางเอกสิริแจ้งในการบรรยายสรุปแก่คณะทูตว่า ฝ่ายไทยได้ขอบคุณฟิลิปปินส์สำหรับข้อริเริ่มให้จัดการประชุม 3 ฝ่ายซึ่งถือเป็นการพบกันครั้งแรกระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยและกัมพูชาในรอบหลายเดือน โดยทั้งสองฝ่ายมีการแลกเปลี่ยนความเห็นอย่างตรงไปตรงมา และยืนยันที่จะปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด ดำเนินการตามมาตรการต่างๆ เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นระหว่างกัน ที่จะนำไปสู่การฟื้นฟูความสัมพันธ์ทวิภาคีอย่างค่อยเป็นค่อยไป ตัวอย่างของมาตรการที่จะลดความตึงเครียด อาทิ ดำรงการหารือผ่านกลไกทวิภาคีต่างๆ หลีกเลี่ยงการยั่วยุในเวทีระหว่างประเทศ จัดการประชุมระหว่างสมาคมมิตรภาพของสองประเทศ ร่วมกันปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ และความเป็นไปได้ในการส่งผู้แทนการทูตระดับรองเอกอัครราชทูตกลับไปที่สำนักงานของสองฝ่าย โดยนายกรัฐมนตรีไทยและกัมพูชาได้มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศติดตามผลและกำหนดมาตรการเพื่อสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกัน
ในห้วงการประชุม 3 ฝ่ายนี้ ไทยได้แจ้งให้ทราบเกี่ยวกับการที่ไทยจะยกเลิก MOU44 และเสนอให้ไทยและกัมพูชาหารือกันบนพื้นฐานของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล (UNCLOS) สำหรับการปักปันเขตแดนทางบก ไทยได้แจ้งให้กัมพูชาทราบว่าไทยกำลังดำเนินกระบวนการภายในเพื่อแต่งตั้งคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ฝ่ายไทย แต่เลขานุการของคณะ JBC ทั้งสองประเทศสามารถประสานงานกันในเบื้องต้นเพื่อเตรียมการสำหรับการประชุม
นอกจากนั้น นายกรัฐมนตรีอนุทินยังพบหารือทวิภาคีกับผู้นำ 4 ชาติอาเซียน ได้แก่ เวียดนาม มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์
สำหรับคำถามถึงความคืบหน้าของการแต่งตั้งคณะ JBC ฝ่ายไทยนั้น นางมาระตียังอยู่ระหว่างกระบวนการ นอกเหนือจากประธานคณะกรรมการ JBC ก็ต้องดูรายละเอียดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ไทยไม่มีความตั้งใจที่จะล่าช้าแต่เราต้องให้ความสำคัญอย่างละเอียด และจังหวะในการเริ่มการประชุม ทางนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพูดกับหลายประเทศเกี่ยวกับการสร้างบรรยากาศที่ดีก่อนการประชุม JBC
นางมาระตีกล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่าคนไทยดังกล่าวถูกกัมพูชาจับกุมเมื่อวันที่ 26 เมษายน ในข้อหาลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย และตอนนี้ถูกนำตัวไปดำเนินคดีตามกฎหมายที่จังหวัดอุดรมีชัย ซึ่งนี่เป็นกรณีที่เกิดขึ้นได้เรื่อยๆ เช่นเดียวกับหากมีชาวกัมพูชาลักลอบเข้ามาในดินแดนของไทยก็จะต้องถูกทางการไทยจับกุมไปดำเนินคดีเช่นกัน หากทางกระทรวงการต่างประเทศมีข้อมูลเพิ่มเติมจะแจ้งให้ทราบในโอกาสต่อไป




