
สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป(ยูฟ่า), สมาคมฟุตบอลอเมริกาเหนือ อเมริกากลาง และแคริบเบียน(คอนคาเคฟ) และสมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย(เอเอฟซี) ผนึกกำลังเรียกร้องให้จานนี่ อินฟานติโน ลาออกจากตำแหน่งประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) หลังเกิดความขัดแย้งเกี่ยวกับแนวทางบริหารองค์กรและแผนระดมทุนที่ถูกยกเลิก
ทั้ง 3 สมาพันธ์ร่วมกันออกจดหมายเปิดผนึกเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม โดยมีประธานและเลขาธิการของแต่ละองค์กรร่วมลงนาม พร้อมวิพากษ์วิจารณ์การบริหารงานของอินฟานติโน่ และยืนยันว่าไม่ไว้วางใจการทำหน้าที่ของประธานฟีฟ่าคนปัจจุบัน
แรงกดดันเกิดขึ้นหลังแผน FIFA Forward Enterprise (FFE) ซึ่งเสนอให้เปิดทางให้นักลงทุนเอกชนเข้ามาถือผลประโยชน์ในธุรกิจเชิงพาณิชย์และกิจกรรมสำคัญของฟีฟ่า รวมถึงฟุตบอลโลกและฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก ถูกยกเลิกท่ามกลางกระแสต่อต้านอย่างหนัก
หลังการประชุมฉุกเฉินของฝ่ายบริหารฟีฟ่าบางส่วนที่ประเทศโมร็อกโก เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา อินฟานติโน่และมัทเธียส กราฟสตรอม เลขาธิการฟีฟ่า ได้กล่าวขอโทษต่อกรณีแผน FFE ก่อนที่ทีมผู้บริหารระดับสูงจะออกแถลงการณ์สนับสนุนอินฟานติโน่อย่างเต็มที่
อย่างไรก็ตาม ยูฟ่า, คอนคาเคฟและเอเอฟซี มองว่าการประชุมดังกล่าวไม่ได้ช่วยคลี่คลายปัญหา พร้อมตั้งคำถามถึงรูปแบบการบริหารงาน โดยระบุว่า การเรียกประชุมผู้บริหารฟีฟ่าบางส่วนไปยังต่างประเทศ แทนที่จะเดินทางกลับไปยังสำนักงานใหญ่ที่นครซูริก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อหารือกับบุคลากรขององค์กร สะท้อนรูปแบบการทำงานที่พวกเขากังวล
ทั้ง 3 องค์กรยังไม่เห็นด้วยกับการที่ฟีฟ่าจะเป็นผู้ตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยตัวเอง โดยเรียกร้องให้มีองค์กรอิสระจากภายนอก เข้ามาดำเนินการตรวจสอบ พร้อมย้ำว่าฝ่ายบริหารของฟีฟ่าไม่ควรมีบทบาทในกระบวนการดังกล่าว
ก่อนหน้านี้ ยูฟ่ายังเคยส่งสัญญาณว่า สมาคมฟุตบอลในยุโรปอาจพิจารณาบอยคอตต์การแข่งขันฟุตบอลโลกชายและหญิงในอนาคต หากสถานการณ์เกี่ยวกับการบริหารงานของฟีฟ่าไม่เปลี่ยนแปลง
อย่างไรก็ตาม ท่าทีต่อต้านอินฟานติโน่ไม่ได้เป็นเอกฉันท์ในวงการฟุตบอล โดยสมาคมฟุตบอลอาร์เจนตินาและสหพันธ์ฟุตบอลเม็กซิโกยังคงให้การสนับสนุนเขาให้เป็นประธานฟีฟ่าต่อไป ขณะที่สมาพันธ์ฟุตบอลแอฟริกา ระบุว่าได้ยืนยันการสนับสนุนอินฟานติโน่อย่างเป็นเอกฉันท์แล้ว
ด้านสมาพันธ์ฟุตบอลอเมริกาใต้แสดงความกังวลต่อการดำเนินการฝ่ายเดียวของฟีฟ่า และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายรักษาความเป็นหนึ่งเดียวของครอบครัวฟุตบอล ก่อนการเลือกตั้งประธานฟีฟ่าที่มีกำหนดจัดขึ้นในเดือนมีนาคม ปีหน้า
สถานการณ์ดังกล่าวจึงกลายเป็นความขัดแย้งครั้งสำคัญของวงการฟุตบอลโลก ก่อนเข้าสู่การเลือกตั้งประธานฟีฟ่าในปีหน้า และยังต้องจับตาว่าแรงกดดันจาก 3 สมาพันธ์ใหญ่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในระดับผู้นำขององค์กรลูกหนังโลกหรือไม่




