ปีนี้เรากำลังจะบ๊ายบายหน้าร้อนกันแล้ว แต่รู้หรือไม่ว่า อีกสองทศวรรษข้างหน้า ‘กรุงเทพ’ จะกลายเป็นเมืองใหญ่ที่ร้อนที่สุดในอาเซียน

‘กรุงเทพ’ จะมีอุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ยแตะ 38 องศา
หลังจาก ‘กรุงเทพ’ เจอกับดัชนีความร้อนระดับ ‘อันตราย’ ติดต่อกันยาวนานถึง 19 วันในช่วงที่ผ่านมา จนหน่วยงานท้องถิ่นอย่าง กทม. ต้องออกมาแจ้งเตือนประชาชนให้งดกิจกรรมกลางแจ้งที่ไม่จำเป็น เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายจากดัชนีความร้อนที่สูงกว่าที่ผ่านมา
ก่อนหน้านี้มีรายงานจาก Channel New Asia เปิดเผยว่า กรุงเทพ กำลังจะกลายเป็นเมืองที่ร้อนที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายในปี 2050 หรืออีก 24 ปีข้างหน้า
สิ่งนี้เป็นข้อมูลจากการวิเคราะห์ของศูนย์พลังงานอาเซียน (ASEAN Centre for Energy หรือ ACE) ที่ได้ทำการคาดการณ์สภาพอากาศของหลายเมืองใหญ่ในอาเซียน อันได้แก่ กรุงเทพ จากาตาร์ มะนิลา โฮจิมินห์ กัวลาลัมเปอร์ และสิงคโปร์
โดยประเมินว่า ‘อุณหภูมิพื้นผิวสูงสุดเฉลี่ย’ (เอาค่าร้อนสุดของแต่ละวันมาเฉลี่ยกัน)ในปี 2050 ของกรุงเทพจะสูงแตะ 38 องศาเซลเซียส สูงกว่าเมืองใหญ่อื่นๆ ที่ร้อนใกล้เคียงกันอย่างจากาตาร์และมะนิลา
นอกจากนั้น ยัง ณ เวลานั้น กรุงเทพ จะต้องเจอกับวันที่ ‘อากาศร้อนจัด’ (Extreme Heat) หรืออุณหภูมิสูงกว่า 35 องศามากถึง 120 วันต่อปี จากตอนนี้ที่มีวันอากาศร้อนจัด 45 วันแล้ว
‘กรุงเทพ’ ร้อนขนาดนั้น เพราะเมืองคอนกรีต-ไม่มีพื้นที่สีเขียว
สาเหตุที่ทำให้ ‘กรุงเทพ’ จะร้อนขนาดนั้นก็เพราะสิ่งที่เรียกว่า Urban Heat Island Effect หรือการขยายตัวของเมือง ที่ทำให้มีพื้นที่คอนกรีตจำนวนมาก แต่ขาดแคลนพื้นที่สีเขียว ทำให้ความร้อนถูกเก็บไว้ในเขตเมืองมากกว่าปกติ ร่วมกับปรากฏการณ์เอลนีโญที่จะก่อให้เกิดความร้อนและแล้งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต
กลุ่มคนที่น่าเป็นห่วงที่สุด เมื่อกรุงเทพร้อนกว่านี้ คือ กลุ่มคนรายได้น้อย คนงานกลางแจ้ง หรือคนที่อาศัยในชุมชนแออัด ที่ไม่สามารถหนีจากสภาวะอากาศร้อนได้ด้วยวิธีต่างๆ นอกจากนั้น อากาศร้อนยังสร้างภาระทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนจำนวนมาก รวมถึงส่งผลกระทบกับประสิทธิภาพในการทำงานด้วย
สิ่งที่เราชาวกรุงเทพน่าจะได้ทำได้ คือ การปรับโครงสร้างเมืองอย่างจริงจัง ทั้งการเพิ่มพื้นที่สีเขียว การออกแบบอาคาร การลดใช้พลังงานที่ซ้ำเติมสถานการณ์ในระยะยาว ลดการสะสมของความร้อนที่จะเกิดขึ้นนั่นเอง
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา




