สฤณี ชี้เคสไทย-กัมพูชา ‘สนามลอนช์ IO ระดับชาติ’ วอนเอกชนหยุดหนุนปฏิบัติการ

เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม เวลา 13.30 น. ที่ SCC Creative Space เขตราชเทวี กรุงเทพฯ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จัดเวทีเสวนา Talk อะ Rights “IO: ความจริง ผลกระทบ ความรับผิดชอบ และมาตรการแก้ไข” ภายใต้แนวคิดที่ว่า “เมื่อข้อมูลถูกใช้เป็นอาวุธ และสิทธิมนุษยชนกลายเป็นเป้าหมายของการโจมตี”

เพื่อตั้งคำถามว่าใครควรรับผิดชอบ? เหตุใดนักข่าว นักกิจกรรม หรือนักปกป้องสิทธิมนุษยชนจึงตกเป็นเป้าหมาย? และเราจะอยู่ในโลกที่มีข้อมูลซับซ้อนอย่างไร โดยไม่สูญเสียสิทธิในเสรีภาพการแสดงออก

โดยมี ผศ.ดร.จันจิรา สมบัติพูนศิริ นักวิจัย สถาบัน The German Institute for Global and Area Studies (GIGA) ร่วมกล่าวปาฐกเปิดเวที

ท่ามกลางผู้ผ่านประสบการณ์ IO โจมตี นักวิจัยที่ศึกษาปัญหานี้ในระดับโครงสร้าง สมาคมวิชาชีพสื่อและผู้กำหนดนโยบาย ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ได้แก่ น.ส.ฐปณีย์ เอียดศรีไชย The Reporter, น.ส.สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการด้านธุรกิจและการเงิน, น.ส.นรีลักษณ์ แพไชยภูมิ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา นายชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ดำเนินรายการโดย นายอภิสิทธิ์ ดุจดา

สฤณี

Advertisement

ในตอนหนึ่ง น.ส.สฤณี กล่าวถึง 4 ปัจจัยของปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) โดยข้อสังเกตส่วนหนึ่งที่สำคัญคือ สิ่งที่รัฐทำนั้นไม่ต่างจาก ปฏิบัติการไอโอของเอกชน หรือองค์กรอื่นๆ เพราะได้เห็นความสำเร็จ ที่มีโครงสร้างการจัดการที่ดี มีทรัพยากรมากกว่าแต่ก่อน มีการผสานเนื้อหาทั้งสายขาว-ดำ ผนวกกับการโจมตีสปายแวร์ ซึ่งตนคิดว่าถ้าเป็นเอกชนคงจะไม่ลงทุนขนาดนี้ อีกทั้งยังหาคำตอบผู้อยู่เบื้องหลังไม่ได้ (กรณีขอตรวตสอบเอกสารราชการ) เนื่องจากมักมีการอ้าง ‘เหตุผลด้านความมั่นคง’

เหตุผลที่ทำให้ดูรุนแรงซึมลึก คือ ‘ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา’ ที่เรียกว่าเป็น สนามทดลอง เป็น ‘จุด Launch ของไอโอระดับชาติ’ เพราะเราไม่ได้กำลังทะเลาะกับคนไทย มันจึงโอเค ถ้าต่อสู้กับศัตรู ก็อาจมีความชอบธรรมที่จะใช้ไอโอ

“จึงคิดว่า ด้วยจุดนี้เองที่ทำให้ IO พุ่งทะยาน เพราะเขาอาจรู้สึกภูมิใจก็ได้ที่ช่วยคนไทยต่อสู้”
น.ส.สฤณีเผย

น.ส.สฤณี ยังต้องข้อสังเกตด้วยว่า ความจริงคือ ‘IO ไทย’ ไม่เคยต้องรับผิดชอบใดๆ ซึ่งนั่นคือ ภาวะลอยนวลพ้นผิด

ในช่วงหนึ่ง น.ส.สฤณี ได้หยิบยกกรณีของตน ที่มีคำตัดสินออกมาแล้วว่า เชื่อได้ว่า เอกสารของทางราชการ ‘เป็นคำสั่งที่ให้ทำไอโอจริง’ ซึ่งตนรับไม่ได้ รู้สึกถูกละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน และจะทวงถามความยุติธรรมต่อไป

“ปฏิบัติการไอโอ ที่คนน่าจะพอรับได้ คือกรณีไทย-กัมพูชา ซึ่งจริงๆ แล้วมีความซับซ้อนมาก ความขัดแย้งนั้น ขัดแย้งจริงๆ หรือเป็นเรื่องการเมือง? บทบาทไอโอ อาจเป็นตัวจุดประกายด้วยหรือไม่

แต่ที่แน่ๆ คือเป็นเหตุการณ์ที่คนเห็นด้วยกับปฏิบัติการของรัฐมากขึ้น” น.ส.สฤณีตั้งข้อสังเกต พร้อมเสนอแนะในช่วงท้าย ให้ยกระดับ ‘อัลกอริทึม อแวร์เนส (Algorithm Awareness) ในสังคม

“สุดท้าย ให้มันรู้กันไปว่าประเทศนี้หาใครมารับผิดชอบไม่ได้ ทั้งที่จ่ายไปด้วยภาษีของประชาชน”

“สำหรับ เอกชน ซึ่งมีความตื่นตื่นตัวมากกับเรื่องใหม่ เราจึงต้องเชื่อมโยงให้เห็นภาพมากขึ้น ให้การรับ ‘หลักการชี้แนะ’ และเข้าใจในเชิงธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ว่าคุณควรไม่ควรเป็นส่วนหนึ่งในการทำปฏิบัติการไอโอ” น.ส.สฤณีกล่าวทิ้งท้าย

สฤณี

เมื่อถาม กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ถึงช่องทางคุ้มครอง ?

น.ส.นรีลักษณ์ ตัวแทนกรมคุ้มครองสิทธิฯ กล่าวว่า หลักๆ คือ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) และตำรวจไซเบอร์ จะมีหน้าที่ติดตามเส้นทางจราจรทางไซเบอร์ ว่าแอคเคานต์นี้คือใคร มีต้นสายปลายเหตุอย่างไร

ในส่วนของ ‘กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ’ ให้คำปรึกษาทางกฎหมาย รับเรื่องร้องเรียน หรือกรณี มีการแจ้งความเป็นคดีหมิ่นประมาทแล้ว แต่ในตอนหลังโดนคุกคาม ก็สามารถมาขอรับ การ ‘คุ้มครองพยาน’ ได้ รวมถึงเรายังให้ความช่วยเหลืออื่นๆ เช่น ทนายความ หรือ กองทุนยุติธรรม เป็นต้น

อย่างไรก็ดี การคุกคามในโลกออนไลน์ มีความท้าทายอย่างยิ่ง แบ่งเป็น 3 ด้าน คือ 1.เทคโนโลยีไปไกลกว่ากฎหมาย เรายังไม่มีกฎหมายคุ้มครองเรื่องเอไอ เหมือนอย่างเช่น เกาหลี 2.เจ้าหน้าที่รัฐไม่เชี่ยวชาญทางเทคนิคหรือเท่าทันยุค 3.ขาดการบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงาน

“เราควรต้องเก็บสถิติ ให้เห็น Evidence Based เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหา การหมิ่นประมาทออนไลน์ ยังโฟกัสแค่ 2 ประเด็น คือ การหมิ่นประมาทออนไลน์เรื่องเชื้อชาติ กับ ศาสนา ยุยงให้เกิดการเกลียดชัง หากเราจะยกระดับ ควรเก็บข้อมูลเคสไอโอมากขึ้น

ในเชิงระบบของภาครัฐ ต้องพัฒนาให้บุคลากรมีความเชี่ยวชาญ เท่าทันเทคโนโลยี ขณะที่ประชาชนควรเท่าทันการเสพสื่อ รวมถึงต้องส่งเสริมให้เข้าถึงช่องทางร้องเรียนได้มากขึ้น