หลายคนเชื่อว่าผมบาง ผมร่วง คือกรรมพันธุ์ที่แก้ไขอะไรไม่ได้ แต่ พญ.อังศ์วรา ธีระตันติกานนท์ หรือหมอเอิง ผู้ก่อตั้ง SOLVEGROUP แบรนด์ Functional Supplement สัญชาติไทย มองเรื่องนี้ต่างออกไป เธอเริ่มต้นธุรกิจจากปัญหาของตัวเอง เมื่อเผชิญภาวะผมร่วงจากความเครียดในช่วงที่ผ่านมา แล้วพบว่าในตลาดขณะนั้นยังขาด Supplement ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ร่างกายแบบเป็นระบบอย่างแท้จริง และนอกจากนั้นเธอยังมองว่า Gap ไม่ใช่ว่าในตลาดไม่มีสินค้า แต่ผู้บริโภคมักยังสับสนว่าตัวไหนจำเป็น ตัวไหนเหมาะกับตัวเอง และควรดูอะไรนอกจากคำโฆษณา วันนี้หมอเอิงมาแชร์ข้อเท็จจริงกับ LIFE ว่าเส้นผมและหนังศีรษะต้องการอะไรจากภายใน และสารอาหารไหนมีหลักฐานจริง ไหนแค่กระแสกันแน่?
HAIR FACTS หมอเอิง-พญ.อังศ์วรา ธีระตันติกานนท์

จุดเริ่มต้นที่ทำให้สนใจ Functional Supplement เกี่ยวกับเส้นผม
“เริ่มจากตัวเองค่ะ เอิงมีความเชื่อมาตลอดว่าเราไม่ควรรอจนป่วยก่อนค่อยดูแลตัวเอง และเชื่อเรื่องการเสริมให้แข็งแรงดีกว่าพังหรือเสื่อมแล้วค่อยมารักษา จุดที่ทำให้เอิงสนใจ Functional Supplement คือย้อนกลับไปเมื่อ 9 ปีที่แล้ว เอิงผมร่วงเยอะมากจากความเครียด ตอนนั้นก็พยายามหาวิตามินที่จะช่วยเสริม ไปดูในท้องตลาดจะมีแค่วิตามินเดี่ยวๆ เช่น Zinc Biotin เลยคิดว่าน่าจะมี Supplement ที่รวมเอาทั้งวิตามิน แร่ธาตุและสารสกัดหลายๆ ตัว ที่ทำงานเสริมกัน ช่วยดูแลเรื่องสุขภาพแต่ละด้าน เลยเป็นที่มาของ SOLVEGROUP ที่เราเรียกตัวเองว่า Functional Supplement คือการรวมเอาวิตามินแร่ธาตุและสารสกัดหลายชนิดที่มีส่วนผสมที่เสริมฤทธิ์กัน มีโดสที่เหมาะสม ถูกออกแบบให้ตอบโจทย์การทำงานของร่างกายแบบเป็นระบบตามหลักทางวิทยาศาสตร์ค่ะ”

มองเห็น Gap อะไรในตลาด Supplement ไทย
“ต้องย้อนกลับไปตอนเริ่มบริษัทเมื่อเจ็ดปีที่แล้วตอนนั้นในตลาดอาหารเสริมและวิตามินส่วนใหญ่ยังคงเป็นแค่วิตามินเดี่ยว ที่เน้นเรื่องโดส หรือปริมาณที่ใส่ แต่ตอนนั้นยังไม่มี Functional Supplement ที่นอกจากเรื่องชนิดของวิตามินและสารที่ใช้ รวมถึงปริมาณที่ใส่ เรายังดูเรื่องกลไกของร่างกาย การทำงานร่วมกันของส่วนผสมที่ออกฤทธิ์เสริมกัน เพื่อตอบโจทย์ปัญหาสุขภาพอย่างตรงจุด และนอกจากนั้นเอิงมองว่า Gap ไม่ใช่ว่าในตลาดไม่มีสินค้า แต่ผู้บริโภคมักยังสับสนว่าตัวไหนจำเป็น ตัวไหนเหมาะกับตัวเอง และควรดูอะไรนอกจากคำโฆษณา สิ่งที่อยากเข้ามาทำคือทำให้ Supplement เข้าใจง่ายขึ้น และมีมาตรฐานมากขึ้น ตั้งแต่การเลือกสารสำคัญ การดูงานวิจัย การออกแบบสูตรให้มี Synergistic Effect หรือออกฤทธิ์เสริมกัน เราให้ความสำคัญกับความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ ผ่านคอนเทนต์ที่เข้าใจง่าย การสื่อสารแบบไม่ทำให้ผู้บริโภคคาดหวังเกินจริง ให้มองว่า Supplement เป็นตัวเสริมไม่ใช่ทางลัด เพื่อให้ผู้บริโภค สามารถดูแลสุขภาพตัวเองได้อย่างถูกต้องด้วย เพราะ Supplement ที่ดีไม่ควรแทนอาหาร ยา หรือการรักษา แต่ควรเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันที่ทำควบคู่กับ Lifestyle ที่ดี”

Omega-3 ตัวใหม่ออกแบบภายใต้ Preventive Health เจาะปัญหาไหนของผู้หญิงยุคนี้
“Omega-3 ออกแบบจากแนวคิดว่า ผู้หญิงยุคนี้มี Silent Stress หรือความเครียดแฝงในร่างกายค่อนข้างเยอะ ทั้งจากการทำงานหนัก นอนน้อย อาหารที่ทานไม่สมดุล ทำให้เกิดการอักเสบระดับต่ำที่เราอาจไม่รู้ตัว ซึ่งการอักเสบเล็กน้อยเหล่านี้เรียกว่า Chronic Inflammation เป็นสาเหตุที่ร่างกายเกิดความเสื่อม Omega-3 โดยเฉพาะ EPA และ DHA มีบทบาทที่ถูกศึกษาในเรื่อง กระบวนการอักเสบในร่างกาย ดูแลการทำงานของหัวใจ หลอดเลือด ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด Preventive Health คือไม่ใช่รอให้มีปัญหาแล้วค่อยดูแล แต่ดูแลพื้นฐานของร่างกายตั้งแต่เนิ่นๆ สิ่งที่เราโฟกัสคือผู้หญิงวัยทำงาน 30+ ถึง 40+ ที่เริ่มรู้สึกว่าเหนื่อยง่าย เครียดง่าย พักผ่อนไม่เต็มที่ หรือเริ่มอยากดูแลสุขภาพตั้งแต่เนิ่นๆ”

ผู้หญิงยุคนี้มักดูแลสุขภาพผิดพลาดตรงไหนมากที่สุด
“จริงๆ แล้วผู้หญิงยุคนี้ดูแลตัวเองดีขึ้นมากๆ นะคะ แต่ถ้าจะให้เสริมเรื่องการดูแลตัวเองมีหลักการที่จะทำให้การดูแลตัวเองดีขึ้นคือ ยิ่งเวลาเราอายุมากขึ้น ไม่ควรดูแลเป็นจุดๆ ค่ะ แต่ควรดูแลแบบองค์รวม ดูแลเป็นระบบควบคู่กัน ยกตัวอย่าง เรื่องผิว ถ้าเราอายุ 40 เราอาจจะไม่ได้ดูแลแค่เรื่องรอยดำ สีผิว ไม่สม่ำเสมอ หรือริ้วรอย และความหย่อนคล้อย แต่ควรดูแลควบคู่กันทุกสาเหตุ เป็นเพราะว่าพอเราอายุมากขึ้นความเสื่อม ขึ้นทุกชั้นผิว ดังนั้นเราควรจะดูแลควบคู่กันไปทั้งระบบ และการดูแลตัวเองเมื่ออายุมากขึ้นไม่ควรจะเน้นแค่ภายนอกอย่างเดียว ควรดูแลตัวเองจากภายในด้วย เช่น อยากผิวดี การนอนมีผล ควรนอนที่ดีให้มีคุณภาพ เน้นอาหารที่มีโปรตีนหลากหลายทานโปรตีนให้เพียงพอ ลดอาหารที่มีน้ำตาลสูง ทานไฟเบอร์จากผักหลายสี เพื่อเราจะได้สารต้านอนุมูลอิสระที่หลากหลายค่ะ”
Supplement ตัวไหนมีหลักฐานชัดเจนที่สุดเรื่องผิว
“ถ้าพูดแบบ Evidence-Based เอิงมองว่า Collagen Peptides เป็นหนึ่งในกลุ่มที่มีงานวิจัยค่อนข้างเยอะในเรื่อง Skin Hydration, และ Skin Elasticity คือเรื่องความชุ่มชื้นและยืดหยุ่นของผิว โดยมี Systematic Review และ Meta-Analysis ที่พบว่าการรับประทาน Hydrolyzed Collagen ช่วยเรื่องความชุ่มชื้น ความยืดหยุ่น ได้ โดยหลายงานใช้ระยะเวลาประมาณ 8-12 สัปดาห์
แต่เอิงจะไม่พูดว่า Collagen คือคำตอบเดียวของผิว เพราะผิวเกี่ยวข้องกับหลายระบบ เช่น Oxidative Stress, Barrier Function, Collagen Synthesis, UV Exposure และการนอน ดังนั้นในสูตรที่ดี เรามักมองหลายมิติ เช่น Collagen, Vitamin C, Ceramide, Antioxidant เช่น Pycnogenol ที่ดูแลเรื่องเม็ดสีรวมถึง Astaxanthin ที่ดูแลเรื่อง Skin Aging, Moisture และ Elasticity หรือเรื่องริ้วรอย สำหรับ Vitamin C มีบทบาทสำคัญต่อการสร้าง Collagen และ Antioxidant Function ในผิว ส่วน Ceramide มีงานวิจัยด้าน Skin Hydration หรือความชุ่มชื้นของผิว และ Skin Barrier ค่ะ”

Collagen, Biotin, Vitamin C ต่างกันอย่างไร กินร่วมกันได้ไหม
“สามตัวนี้ทำงานคนละหน้าที่ค่ะ Collagen Peptides คือวัตถุดิบเชิงโครงสร้าง เป็น Peptide/ Amino Acid ที่เกี่ยวข้องกับผิว ความยืดหยุ่น และความชุ่มชื้น โดยงานวิจัยในคนมักประเมินผลที่ 8-12 สัปดาห์ Vitamin C เป็น Cofactor ในการสร้าง Collagen และเป็น Antioxidant ดังนั้นไม่ได้ทำหน้าที่เหมือน Collagen แต่ช่วยสนับสนุนกระบวนการสร้างและปกป้องโครงสร้างผิว Biotin เป็นวิตามินบีที่เกี่ยวกับ Metabolism และมักถูกพูดถึงเรื่องผม เล็บ แต่หลักฐานเรื่องการเสริม Biotin ในคนทั่วไปที่ไม่ได้ขาด อาจจะไม่ได้ช่วยเรื่องผมร่วง ผมบาง แต่ทำให้ผมแข็งแรง กินร่วมกันได้ในคนทั่วไปค่ะ แต่ควรระวัง Biotin เพราะอาจรบกวนผลตรวจเลือดบางชนิด โดยเฉพาะ Thyroid Hormone และ Cardiac Marker จึงควรแจ้งแพทย์หรือหยุดก่อนตรวจตามคำแนะนำของแพทย์”
สัญญาณอะไรที่เช็กได้ว่าขาด Nutrient ที่ส่งผลต่อผิวและผม
“จริงๆ แล้วผิวและผมเป็นเหมือน กระจกสะท้อนสุขภาพภายในค่ะ เพราะร่างกายจะเอาสารอาหารไปใช้กับอวัยวะสำคัญก่อน ถ้าร่างกายได้รับสารอาหารไม่พอ สิ่งที่เริ่มเปลี่ยนบ่อย ๆ ก็คือผิว ผม และเล็บ เช่น
- โปรตีนไม่เพียงพอ อาจทำให้ผมบาง ผมร่วงง่าย เล็บเปราะ มวลกล้ามเนื้อลดลง หรือแผลหายช้าลง เพราะเส้นผมและ collagen ในผิวต้องใช้กรดอะมิโนเป็นวัตถุดิบหลักในการสร้าง
- ธาตุเหล็กต่ำ เป็นหนึ่งในภาวะที่สัมพันธ์กับผมร่วง โดยเฉพาะในผู้หญิงวัยทำงานหรือคนที่มีประจำเดือนมาก อาจมีอาการเหนื่อยง่าย ซีด หน้ามืด หรือผมร่วงมากผิดปกติร่วมด้วยได้
- สังกะสี (Zinc) ต่ำ อาจสัมพันธ์กับผมร่วง ผิวแห้ง สิวง่าย แผลหายช้า หรือเล็บเปราะ เพราะ Zinc มีบทบาทกับ skin barrier และการแบ่งตัวของเซลล์
- Vitamin C ไม่เพียงพอ อาจทำให้ผิวดูหมอง แผลหายช้า หรือมีปัญหาเรื่อง Collagen Synthesis เพราะวิตามินซีเป็น Cofactor สำคัญในการสร้าง Collagen
- วิตามินดีต่ำ บางการศึกษาพบความสัมพันธ์กับผมร่วงบางประเภท อ่อนเพลีย หรือภูมิคุ้มกันที่เปลี่ยนไป แต่ต้องประเมินร่วมกับอาการและผลเลือดด้วย
- Biotin Deficiency พบไม่บ่อยในคนทั่วไป แต่ถ้าขาดจริงอาจมีผื่น ผมบาง หรือเล็บเปราะได้ อย่างไรก็ตาม ในคนที่ไม่ได้ขาด ทานแล้วผมจะแข็งแรงขึ้นค่ะ
- Omega-3 Intake ต่ำ อาจสัมพันธ์กับผิวแห้งหรือ Skin Barrier ที่ไม่แข็งแรง เพราะ Omega-3 เกี่ยวข้องกับโครงสร้างของ Cell Membrane และ Inflammatory Pathways
แต่สิ่งสำคัญคือ อาการเหล่านี้ไม่ได้แปลว่า ขาดวิตามินแน่นอนเสมอไป เพราะผมร่วงหรือผิวแย่อาจเกิดจากความเครียด การนอน ฮอร์โมน ไทรอยด์ การลดน้ำหนักเร็ว หรือโรคบางอย่างได้เหมือนกัน ดังนั้นถ้ามีอาการชัดหรือเป็นต่อเนื่อง ควรหาสาเหตุร่วมด้วยค่ะ”

Supplement กับผิวต้องรอนานแค่ไหนถึงเห็นผล
“ถ้าพูดตามหลักวิทยาศาสตร์ ผิวไม่ได้เปลี่ยนในไม่กี่วันค่ะ เพราะร่างกายต้องใช้เวลาในการ เปลี่ยนแปลงจากภายใน ก่อนที่เราจะเริ่มเห็นผลจากภายนอก โดยทั่วไป วงจรการผลัดเซลล์ผิวของผู้ใหญ่จะนานกว่าเด็กๆด้วย อยู่ประมาณ 28-40 วัน และจะช้าลงตามอายุ ความเครียด การนอน และ UV Exposure ดังนั้น Supplement ที่เกี่ยวข้องกับผิวจึงมักต้องใช้เวลาอย่างน้อยประมาณ 8-12 สัปดาห์ ถึงจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลง
อย่าง Collagen Peptides หลายงานวิจัยในคนเริ่มประเมินผลที่ประมาณ 8-12 สัปดาห์ และพบการเปลี่ยนแปลงเรื่อง Skin Hydration, Elasticity และ Wrinkle Appearance ในบางกลุ่ม นอกจาก Collagen จริง ๆ ยังมี Nutrient และ Antioxidant หลายตัวที่มีข้อมูลเกี่ยวข้องกับผิว เช่น
- Vitamin C มีบทบาทสำคัญใน Collagen Synthesis เพราะเป็น Cofactor ของเอนไซม์ที่ใช้สร้าง Collagen รวมถึงทำหน้าที่เป็น Antioxidant ลด Oxidative Stress ที่เกี่ยวข้องกับ Skin Aging โดยงาน Review หลายชิ้นระบุว่า Vitamin C มีบทบาทต่อ Skin Barrier และ Photoprotection แต่ผลลัพธ์จากการเสริมจะขึ้นกับพื้นฐานโภชนาการเดิมของแต่ละคน
- Pycnogenol® มีงานวิจัยในผู้หญิงที่ศึกษาประมาณ 12 สัปดาห์ พบการเปลี่ยนแปลงในเรื่อง skin hyperpigmentation หรือเรื่องเม็ดสี ฝ้า กระ
- Astaxanthin มีงานวิจัยในคนบางส่วนที่ศึกษาประมาณ 6-12 สัปดาห์ พบความเปลี่ยนแปลงในเรื่อง Skin Moisture, Elasticity และ Fine Wrinkles ในบางกลุ่ม โดยกลไกหลักเกี่ยวข้องกับ Antioxidant Activity และการลด Oxidative Damage จาก UV แต่ผลลัพธ์ยังขึ้นกับโดสและรูปแบบผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการศึกษา
สิ่งสำคัญคือ Supplement ไม่ได้ทำงานแยกจาก lifestyle ค่ะ เพราะถ้ายังนอนน้อย เครียดสูง เจอ UV เยอะ สูบบุหรี่ หรือได้รับโปรตีนไม่เพียงพอ ผลลัพธ์ก็อาจไม่ชัด แม้จะเลือก Supplement ที่ดีแล้วก็ตาม ดังนั้นเอิงมองว่า Supplement เป็นตัวช่วยสนับสนุนการทำงานของผิวจากภายใน ทึ่ไม่ได้เป็นการเปลี่ยนผิวแบบรวดเร็วหรือทันทีค่ะ และควรควบคู่กับการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์หรือการใช้ชีวิตควบคู่ไปด้วยค่ะ”
นอกจาก Supplement มี Habit หรือ Lifestyle อะไรที่หมอยึดถือ
“เอิงยึดอยู่ 6 เรื่อง ที่ถือว่าเป็นพื้นฐานแต่สำคัญมากค่ะดังนี้
- Sleep เพราะการนอนคือเวลาที่ร่างกายซ่อมแซมตัวเอง และยังเกี่ยวข้องกับระบบฮอร์โมนหลายตัวในร่างกาย
- Protein ไฟเบอร์ และโภชนาการที่เหมาะสม เพราะผิว ผม กล้ามเนื้อ และฮอร์โมนต้องใช้วัตถุดิบ
- Movement ไม่จำเป็นต้องหนัก แต่ต้องสม่ำเสมอ และควรจะมีครบทั้งการออกกำลังกายแบบ Weight Training เพื่อช่วยกันกระตุ้นร่างกายให้มีมวลกล้ามเนื้อ รวมถึงการออกกำลังแบบคาร์ดิโอเพื่อช่วยระบบหัวใจและหลอดเลือด
- Stress Management เพราะความเครียดเรื้อรังส่งผลทั้งผิว ผม น้ำหนัก และการนอน เรื่องความเครียดจริงๆไม่ใช่สิ่งที่ไม่ดีแต่เราต้องเปลี่ยนมุมมองของความเครียดให้เป็นเรื่องบวกให้เป็นความท้าทาย เพราะความเครียดที่ส่งผลเชิงบวกหรือลบ ให้ผลกับร่างกายแตกต่างกันค่ะ
- Relationship มีความสัมพันธ์ที่ดี กับผู้คนรอบตัว หรือเรียกง่ายง่ายคือมี Support System
- Sun Protection เพราะต่อให้กินอะไรดีแค่ไหน ถ้าไม่ป้องกัน UV ผิวก็เสียหายสะสมอยู่ดี สำหรับเอิง Supplement คือ ตัวเสริมที่ดีมากเมื่อเราเลือกถูก แต่รากฐานของสุขภาพยังเป็น Lifestyle หรือการใช้ชีวิตของเราค่ะ”




