
จากนิวยอร์กสู่กรุงเทพฯ เมื่อ “งานพ่อบ้าน” ไม่ใช่แค่เรื่องเล็กๆ แต่คือการสร้าง ‘Trust’ ผ่านตัวเลขเชิงประจักษ์ สื่อนอกตีข่าว ‘โซห์ราน มุมดานี’ โชว์ผลงานกลบหลุมบ่อ 100,000 จุด ขณะที่ ‘ชัชชาติ’ กำลังถูกท้าทาย งานเส้นเลือดฝอยที่ทำมาตลอดจะ ‘Scale Up’ สู่ระบบที่ใหญ่กว่าเดิมได้ในเลือกตั้งผู้ว่าฯ ที่จะถึงได้หรือไม่?
ในขณะที่สนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. กำลังเริ่มถูกจับตา และมีกระแสวิจารณ์ว่างานของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ตลอดเกือบหนึ่งสมัยที่ผ่านมาเน้นหนักไปทาง “งานพ่อบ้าน” หรือการแก้ปัญหาจุกจิกจนดูเหมือนขาด Mega Project ขนาดใหญ่ให้กับชาว กทม.
อุดมการณ์เชื่อไม่ได้ “หลุมบ่อ” จึงเป็นแต้มต่อทางการเมือง
เมื่อตัดภาพไปที่มหานครนิวยอร์ก โซห์ราน มัมดานี (Zohran Mamdani) นายกเทศมนตรีคนใหม่เพิ่งฉลองการทำงานครบ 100 วันแรกด้วยเสียงชื่นชมจากสื่อก้าวหน้าของเมืองนอก ผ่านแนวคิดที่เขาเรียกว่า “Pothole Politics” หรือการเมืองกลบหลุมบ่อ
มัมดานีหยิบยกมรดกทางความคิดจากยุค 1930 ที่เรียกว่า “Sewer Socialism” หรือเรียกว่าสังคมนิยมท่อระบายน้ำ มาปัดฝุ่นใหม่ เขาพิสูจน์ให้เห็นว่ารัฐบาลท้องถิ่นที่ไม่เย่อหยิ่ง ไม่จมกองเอกสาร และพร้อมจะลงไปอุดรอยแตกบนถนน หรือซ่อมทางระบายน้ำ คือรัฐบาลที่ประชาชนสัมผัสได้จริง
มัมดานีไม่ได้เน้นการปราศรัยโจมตีกลุ่มทุน แต่เขาเลือกที่จะไปยืนคุมการเทคอนกรีต ลงพื้นที่จริงด้วยตนเอง เดินหน้าโครงการปรับปรุงต่างๆ รอบเมืองนิวยอร์ก เพื่อให้คุณภาพชีวิตของประชาชนนิวยอร์กดีขึ้นด้วย “งานเส้นเลือดฝอย” ผลงานการเติมหลุมบ่อบนถนนกว่า 100,000 จุด ถูกนำมาเป็นหัวใจหลักในการสื่อสารผ่าน Social Media จนกลายเป็น Masterclass ของงานประชาสัมพันธ์ที่ทำให้คนเชื่อมั่นว่า
“ถ้าเรื่องเล็กเขายังใส่ใจ เรื่องใหญ่เขาก็ย่อมทำได้”
เจาะผลงาน “โซห์ราน มัมดานี” ใน 100 วันแรก
ผลงานของมัมดานีในรอบ 100 วันแรกถูกยืนยันด้วยสถิติและการกระทำที่จับต้องได้ ดังนี้
- อุดหลุมบ่อกว่า 100,000 จุด รัฐบาลของเขาทำสถิติกลบหลุมทั่วเมืองโดยไม่อายที่จะประกาศว่านี่คือความสำเร็จอันดับหนึ่ง
- Detente ทางการเมือง แม้จะมีภาพลักษณ์เป็นนักสังคมนิยมและมีนโยบายเก็บภาษีคนรวยที่ยังค้างอยู่ในสภาเมือง แต่เขากลับเลือกทำข้อตกลงที่ใช้ประโยชน์ได้จริง กับฝ่ายบริหารเพื่อไม่ให้กลุ่มชนชั้นนำย้ายหนี
- การทูตเพื่อเงินงบประมาณ เขาเดินหน้าเข้าหาทำเนียบขาวและประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อดึงงบประมาณเข้าเมือง เลียนแบบโมเดลของ ฟิออเรลโล่ ลา กัวร์เดีย (Fiorello La Guardia) อดีตนายกฯ นิวยอร์กผู้โด่งดัง
- Action ที่เห็นผลทันที มุมดานีลงพื้นที่ช่วยซ่อมผิวจราจรบนสะพานวิลเลียมส์เบิร์กด้วยตัวเองเพื่อความปลอดภัยของประชาชนผู้ใช้จักรยาน และเดินหน้าปรับปรุง แกรนด์ อาร์มี่ พลาซ่า ในบรูคลินเพื่อเชื่อมพื้นที่เดินเท้าเข้ากับ Prospect Park โดยไม่ทำตัวเป็นศัตรูกับคนใช้รถยนต์
สื่อนอกอย่าง Chicago Tribune วิเคราะห์ว่า
“ข้อดีของการที่ประชาชนเห็นคุณจัดการเรื่องเล็กๆ คือพวกเขาจะเชื่อมั่นว่าคุณสามารถรับมือกับเรื่องใหญ่ได้”
แม้ว่านโยบาย “เก็บภาษีคนรวย” หรือข้อบัญญัติหัวก้าวหน้าหลายอย่างของเขาจะยังคง “ติดหล่ม” อยู่ในชั้นสภาเมืองและรอความเห็นชอบจากผู้ว่าการรัฐ แต่สิ่งที่มุมดานีได้ไปเต็มๆ คือ “Trust” หรือความไว้วางใจจากประชาชน เพราะถนนหน้าบ้านและท่อระบายน้ำที่ดูดีขึ้นคือหลักฐานเชิงประจักษ์ที่สื่อสารได้ดีกว่าคำพูด
การสร้างฐาน ‘Trust’ เพื่อไปต่อนี่คือการพลิกทฤษฎีหน้าต่างแตก (Broken Window Theory) มาใช้ในเชิงบวก และที่สำคัญ งานเหล่านี้ปรากฎบน TikTok และโซเชียลมีเดีย ซึ่งเข้าถึงหัวใจของคนรุ่นใหม่ได้ทันที
มัมดานีใช้โซเชียลมีเดียและวิดีโอ TikTok นำเสนอการทำ “งานพ่อบ้าน” เหล่านี้อย่างเป็นระบบ จนกลายเป็น PR Strategy ที่ทรงพลัง ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของ อ.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ที่ใช้ Traffy Fondue และการลงพื้นที่ตรวจงานเส้นเลือดฝอยจนกลายเป็นภาพจำของคนกรุง
โจทย์หินสมัยที่ 2 ‘งานพ่อบ้าน’ สู่ ‘ยุทธศาสตร์เมือง’
ตัดกลับมาที่กรุงเทพฯ ความคล้ายคลึงระหว่าง มัมดานี และ ชัชชาติ คือการให้ความสำคัญกับงานแบบ Pothole Politics แต่จุดต่างสำคัญคือ “ความคาดหวังตามระยะเวลา”
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ บริหารงานมาแล้ว 1 สมัยเต็ม ประชาชนยกย่องในการ “ลงมือทำจริง” และความขยันที่เป็นที่ประจักษ์ แต่ในสายตาของนักวิเคราะห์และสื่อมวลชนไทยเริ่มมองว่า หากจะชนะสมัยที่ 2 เพียงแค่ “งานพ่อบ้าน” หรือ “‘งานเส้นเลือดฝอย” แบบเดิมอาจไม่เพียงพอต่อความคาดหวังโจทย์เมืองที่ซับซ้อนขึ้นจากประชาชน
สิ่งที่คนกรุงรอคอย คือ “The Next Level”
- Systemic Change การเปลี่ยนงานซ่อมรายวันให้กลายเป็น “โครงสร้างเชิงระบบ” ที่ทำงานได้เองโดยไม่ต้องมีผู้ว่าฯ ไปยืนคุม
- Infrastructure Scale-up เมื่อฐานความเชื่อใจแข็งแรงแล้ว ประชาชนคาดหวังผลงานที่เป็น “แบบแผน” และ “ยิ่งใหญ่” กว่าเดิม เช่น การจัดการจราจรทั้งระบบ หรือแผนแม่บทแก้ปัญหาน้ำท่วมระยะยาว
- Policy Breakthrough การผลักดันข้อบัญญัติ กทม. ที่ติดขัดให้เป็นจริง เหมือนที่มัมดานีกำลังสู้กับสภาเมืองนิวยอร์ก
ความเชื่อใจคือต้นทุนทางการเมือง
เคสของมัมดานีอาจสะท้อนให้เห็นว่า “Pothole Politics” การเมืองเรื่องหลุมถนน คือเครื่องมือสร้างคะแนนนิยมที่ทรงประสิทธิภาพในยุคโซเชียล ขณะเดียวก็เป็นวิธีการที่ซื้อเวลาเพื่อพิสูจน์ฝีมือในโครงการที่ใหญ่กว่าในอนาคตด้วยเช่นกัน
สุดท้ายแล้ว บทเรียนจากนิวยอร์กสู่กรุงเทพฯ บอกเราว่า ‘Trust’ สร้างได้จากงานพ่อบ้าน แต่ ‘ความยั่งยืน’ สร้างได้ด้วยระบบ หาก ชัชชาติ ต้องการรักษาเก้าอี้ในสมัยที่ 2 เขาต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า สามารถยกระดับ ‘งานเส้นเลือดฝอย’ ให้กลาย ‘เครื่องจักรเมือง’ ที่ขับเคลื่อนกรุงเทพฯ ได้ เพราะในสายตาของคนเมืองและสื่อมวลชนปัจจุบัน ความขยันอาจเป็นเพียงมาตรฐานขั้นต่ำ แต่สิ่งที่พวกเขาโหยหาจากผู้ว่าฯ กทม. สมัยถัดไป คือ ‘แบบแผน’ ของมหานครที่รุ่งโรจน์กว่าเดิม
ส่องงานพ่อบ้านชัชชาติ
เมื่อเจาะลึกถึงกลไกที่สร้างความเชื่อใจ ระหว่าง กทม. กับคนเมือง หัวใจสำคัญคงหนีไม่พ้นระบบ Traffy Fondue ที่ถูกนำมาใช้ตั้งแต่มิถุนายน 2565 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งกลายเป็นช่องทางหลักที่ประชาชนใช้แจ้งปัญหา จนมียอดแจ้งปัญหาสะสมกว่า 1.2 ล้านเคส
โดยข้อมูลจาก เดือนมีนาคม 2569 ระบุว่า กทม. สามารถปิดดีลแก้ปัญหาเสร็จสิ้นไปแล้วกว่า 1 ล้านเรื่อง หรือคิดเป็น 81% ของเรื่องที่แจ้งเข้ามาทั้งหมด อ.ชัชชาติ มองว่าตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่แค่สถิติการซ่อม แต่มันคือดัชนีชี้วัดความเชื่อใจ
Top 5 เรื่องร้องเรียนผ่านทราฟฟี่ ฟองดูว์ (มิถุนายน 2565 – มีนาคม 2569)
- ทางเท้า 11.36%
- ถนน 8.98%
- การฝ่าฝืนกฎจราจร 6.05%
- ระบบไฟฟ้าส่องสว่าง 5.95%
- ความสะอาด 4.82%
อย่างไรก็ตาม ตลอดเกือบ 4 ปีที่ผ่านมา ผลงานของ อ.ชัชชาติ ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงแค่การอุดหลุมบ่อหรือลอกท่อระบายน้ำผ่านระบบ Traffy Fondue เท่านั้น แต่ “งานพ่อบ้าน” ในแบบฉบับของเขายังครอบคลุมไปถึงการตามล้างตามเช็ดปัญหาใต้พรมที่หมักหมมมานาน
โดยเฉพาะ “มหากาพย์หนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียว” ซึ่งเป็นภาระผูกพันสะสมตั้งแต่ปี 2562 ที่เป็นมูลค่าถึง 3.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งการชำระหนี้ครั้งนั้นไม่กระทบต่อการดำเนินงานในโครงการต่างๆ ของกรุงเทพฯ แต่อย่างใด
หากเขาสามารถพิสูจน์ให้คนกรุงเห็นว่า “งานเส้นเลือดฝอย” คือพื้นฐานที่ต้องทำ และ “โครงการขนาดใหญ่” ที่กำลังวางแผนให้มันเกิดขึ้น คือโครงสร้างที่จะพาเมืองไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ท่ามกลางความคาดหวังที่พุ่งสูงขึ้นทุกวัน การก้าวต่อไปในสมัยที่ 2 ของเขาก็คงจะเป็นบทพิสูจน์ว่า กรุงเทพฯ จะเปลี่ยนจากเมืองที่ “ซ่อมไปวันๆ” มาเป็นเมืองที่ “มีระบบอย่างยั่งยืน” ได้จริงหรือไม่
ข่าวที่เกี่ยวข้อง





