นายกฯอนุทิน บินกลับภูเก็ต รับฟังรายงานรุกหาดฟรีดอม
เมื่อเวลาประมาณ 17.59 น. วันที่ 13 พฤษภาคม ที่บริเวณทางลงหาดฟรีดอม ตำบลกะรน อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และคณะ
ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการตรวจยึด จับกุมกรณีการบุกรุกพื้นที่สาธารณะและป่าสงวนแห่งชาติป่าเทือกเขานาคเกิดหรือป่าควนเขานาคเกิดบริเวณหาดฟรีด้อม ในเขตเทศบาลเมืองป่าตอง อำเภอกะทู้และตำบลกะรนอำเภอเมืองภูเก็ตภายหลังภารกิจตรวจพื้นที่เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาได้ถูกเลื่อนออกไป เนื่องจากติดภารกิจเร่งด่วนที่จังหวัดระนอง
โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ผู้อำนวยการศูนย์ป่าไม้ภูเก็ต ปลัดจังหวัดภูเก็ต ผู้บังคับการตำรวจภูธรภูเก็ต ผู้นำท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนผู้ประกอบการและประชาชนในพื้นที่ต้อนรับอย่างคับคั่ง

การลงพื้นที่ของนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ เพื่อรับฟังปัญหาและรายงานสถานการณ์จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมกำหนดทิศทางการบริหารจัดการหาดฟรีดอมอย่างเป็นระบบ โดยเน้นการบูรณาการทุกภาคส่วนในการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด ควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิของประชาชนและสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางมาใช้บริการชายหาดได้อย่างสะดวกและอุ่นใจ
ภายหลังรับฟังรายงานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเสียงสะท้อนจากประชาชนในพื้นที่ นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คดีบุกรุกพื้นที่สาธารณะบริเวณหาดฟรีดอมได้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนแล้วเสร็จ และสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ตั้งแต่เมื่อวานที่ผ่านมา
พร้อมระบุว่า ประชาชนไม่จำเป็นต้องมาขอความเมตตาจากตน โดยได้แสดงความเสียใจและขออภัยที่ลงพื้นที่ล่าช้า จนทำให้ได้รับผลกระทบจากการถูกผู้มีอิทธิพลรังแก พร้อมยืนยันว่าได้กำชับหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ให้เร่งแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังและเฝ้าระวังไม่ให้เกิดผลกระทบในอนาคต ควบคู่กับการมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวบรวมข้อมูลเพื่อวางแผนบริหารจัดการและกำหนดแนวทางการใช้ประโยชน์พื้นที่หาดฟรีดอมในระยะต่อไปอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม
การลงพื้นที่ของนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่และการเดินหน้าสานต่อภารกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อแก้ไขปัญหาการบุกรุกพื้นที่สาธารณะให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างจริงจัง ควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงพื้นที่ส่วนรวมอย่างเท่าเทียมและโปร่งใส อีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึงภาวะผู้นำที่ให้ความสำคัญกับการรับฟังเสียงสะท้อนจากทุกภาคส่วน และมุ่งขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรของประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อส่วนรวม










