ประชาธิปัตย์ ซัดกู้เงิน 4 แสนล้าน เพิ่มความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ

ประชาธิปัตย์ ซัดกู้เงิน 4 แสนล้าน เพิ่มความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ

‘อภิสิทธิ์’ ซัด พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เพิ่มความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ ห่วงใช้เงินเพื่อประโยชน์การเมือง ซ้ำเติมวิกฤต-ทำลายความมั่นคงทางเศรษฐกิจ แนะ 3 แนวทางแก้วิกฤตพลังงาน-ราคาสินค้า-เงินเฟ้อ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีปัญหาที่รัฐบาลออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาท ว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่เห็นด้วยกับการตรา พ.ร.ก.กู้เงินนี้

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ทั้งนี้ ที่บอกว่าสถานการณ์แบบนี้มีคนเคยกู้ วันนี้ทำเหมือนกัน แต่หากเปรียบเทียบเศรษฐกิจของไทยขณะนี้ พบว่าเติบโตถึง 1.5% ขณะที่ดัชนีภาคอุตสาหกรรมเดือน มี.ค.เพิ่ม 0.8% นอกจากนั้นแล้วบริษัทมูดีส์ที่จัดอันดับความน่าเชื่อถือได้ปรับมุมมองให้ดีขึ้นจากก่อนหน้านี้ ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยตัวเลขระบุว่าภาวะเศรษฐกิจหลังสงคราม 1 เดือนมีตรงไหนที่บอกว่าเศรษฐกิจไม่มั่นคง

“คำพูดที่ว่าคนอื่นเคยทำ ต้องดูว่าสถานกาiณ์เหมือนกันหรือไม่ ฝนตก พายุหนัก ต้องใส่เสื้อ หรือใช้ร่มหรือไม่ อาจมีฝนตกปรอย ๆ จะอ้างว่าต้องทำทุกอย่างเหมือนกันนั้นไม่ใช่ ทั้งนี้ รองนายกฯบอกว่าไม่มีสิทธิตีความเรื่องจำเป็นเร่งด่วน โดยรัฐธรรมนูญให้ดุลพินิจกับรัฐบาล แต่ต้องใช้ดุลพินิจนั้นโดยสุจริต และเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กรองวินัยการเงินการคลัง ซึ่งรัฐบาลต้องเคารพ ถ้าละเมิดฝ่ายค้านพร้อมจะตรวจสอบใช้กลไกอื่นต่อไปตามรัฐธรรมนูญ”

นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่า ขณะที่ประเด็นการกู้เงินและแผนที่รัฐบาลประกาศจะทำนั้น พรรคประชาธิปัตย์มองว่า นอกจากการตรา พ.ร.ก.และการกู้เงินไม่เป็นไปตามความมั่นคงเศรษฐกิจแล้ว ยังซ้ำเติมและทำให้เศรษฐกิจมีความเสี่ยงไม่มั่นคงเพิ่มมากขึ้น

Advertisement

เพราะกรณีที่จะใช้เงิน 2 แสนล้านบาทในโครงการคนละครึ่ง ไทยช่วยไทย ภายใน 4 เดือน หากใช้หมดภายในเวลา แต่ยังมีวิกฤตซ้ำซ้อนเกิดขึ้น เพราะตัวเลขเงินเฟ้อสูงขึ้นจะทำให้ของแพงมากขึ้น ทำให้เศรษฐกิจไม่มั่นคง รัฐบาลจะทำอย่างไร เพราะใช้อาวุธหมดแล้ว เท่ากับว่ารัฐบาลซ้ำเติมปัญหาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เพราะได้สร้างแรงกดดันทางด้านราคา ขณะนี้ตัวเลขหนี้สาธารณะใกล้เตะเพดานจากการใช้เงินรวดเร็ว หากหนี้ชนเพดานรัฐบาลจะทำอย่างไร

นายอภิสิทธิ์กล่าวด้วยว่า พรรคประชาธิปัตย์มองว่ามีวิธีอื่นที่แกัปัญหาได้ โดยไม่ต้องตรา พ.ร.ก.กู้เงิน ผ่านการลดภาษี หรือยกเว้นภาษีสรรพสามิต โดยมาตรการดังกล่าวดีเซลจะลดลงเหลือลิตรละ 33 บาท ทั้งนี้ การลดต้นทุนให้น้ำมันลดลง คือการช่วยที่ต้นตอของปัญหา ไม่ใช่แค่คนขับรถ แต่ช่วยประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการขนส่งที่เพิ่มสูงและขาดแคลน

Advertisememt

หากใช้วิธีดังกล่าวเพียง 4 เดือนจะทำให้ราคาน้ำมันลดลง โดยใช้เงินเพียง 1 ใน 3 ของรัฐบาลจะใช้ ทำให้ของถูกลง และใช้วิธีเก็บภาษีลาภลอยที่อาจทำให้ราคาน้ำมันลดลงเหลือลิตรละ 30 บาท แต่จะทำให้รัฐมีรายได้มากขึ้น เศรษฐกิจมั่นคง

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ขณะที่โครงการด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่จะใช้ในส่วนสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) หรือโซลาร์รูฟ เชื่อว่าจะสร้างมูลค่าเพิ่มในไทยน้อยมาก เพราะพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ หรือมีโอกาสสูงสนับสนุนนำเข้า หากรัฐบาลเปลี่ยนผ่านและสร้างมูลค่าในประเทศ ต้องเดินหน้าทำบี 20 และบี 50 เพิ่มสัดส่วนปาล์มน้ำมันในไบโอดีเซล ใช้เงินลงทุนกับผู้ประกอบการยานยนต์ปรับแต่งเครื่องยนต์ให้เหมาะสม ทำให้การพึ่งพาน้ำมันน้อยลง และยังได้สนับสนุนเกษตรกรสวนปาล์มเพิ่มมากขึ้น

”ผมเห็นด้วยกับรัฐบาลคือ เติมเงินให้กับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่งบฯที่รัฐบาลใช้ไม่ใช่ส่วนใหญ่ น้อยกว่าไทยช่วยไทย หรือคนละครึ่ง ซึ่งรัฐบาลสามารถใช้กฎหมายโอนงบประมาณได้ ทั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์เข้าใจว่าประชาชนเดือดร้อน แต่มั่นใจว่ามีวิธีการที่ถูก ที่ชอบด้วยรัฐธรรมนุญ ถูกกฎหมาย และถูกตามหลักเศรษฐศาสตร์ที่ช่วยเหลือได้โดยไม่กู้เงิน

ขณะที่การกู้เงินสร้างความเสี่ยง เพิ่มความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ เป็นการฉวยโอกาสทำโครงการเพื่อประโยชน์ และไม่ชอบ ส่อรั่วไหล หรือเพื่อประโยชน์ทางการเมือง หลีกเลี่ยงการตรวจสอบของสภา”

เมื่อถามว่า ดูเหมือนว่าขณะนี้รัฐบาลไม่ได้สนใจที่จะฟังเสียงทัดทานในการออก พ.ร.ก.กู้เงิน นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ผมว่าต้องเข้าใจว่ารัฐบาลอนุมัติไปแล้ว ประกาศไปแล้ว แล้วกฎหมายอนุมัติแล้ว การโต้แย้งจึงเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย

แต่สำหรับคิดว่าหากรัฐบาลฟังพวกเราในวันนี้แล้วเปลี่ยนใจว่า ถึงมีอำนาจในการกู้เงิน เพราะมีกฎหมายนี้อยู่ แต่ไม่กู้ แล้วไปลดราคาน้ำมัน ลดราคาสินค้าให้กับประชาชนตอนนี้เลย และใช้เงินเท่าที่จำเป็นในการดูแลเรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และดีกว่านั้นคือไปทำเรื่อง พ.ร.บ.โอนงบฯให้เรียบร้อยเสียก่อน ผมคิดว่าจะดีกับทุกคน ดีกับประชาชนที่เดือดร้อน เพราะแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ไม่ต้องไปสร้างหนี้ให้ลูกหลานในอนาคต นายกฯไม่ต้องมาขับรถพุ่มพวง

ขณะที่นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงผลประกอบการของบริษัทไทยออยล์ ในไตรมาสแรกของปี 2569 ว่าบริษัทไทยออยล์เพิ่งประกาศผลประกอบการไตรมาสแรกของปี 2569 เห็นได้ชัดว่าที่เราพูดมาโดยตลอดว่าจะมีกำไรลักษณะลาภลอยจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น คือมีการซื้อน้ำมันกักตุนเอาไว้ก่อนเกิดสงคราม แล้วรัฐบาลเปิดโอกาสให้บริษัทน้ำมันสามารถขายให้กับประชาชนในราคาที่ปรับสูงขึ้นหลังสงครามได้ ซึ่งตรงนี้ถือเป็นข้อผิดพลาดที่สำคัญของรัฐบาล

นายกรณ์กล่าวต่อว่า ค่าการกลั่นที่ปรับสูงขึ้นมาที่ 16-17 บาทต่อลิตร และมีการถกเถียงตลอดว่าค่าการกลั่นที่สูงขึ้นส่งผลต่อกำไรของโรงกลั่นหรือไม่ แต่วันนี้ชัดเจนแล้วไตรมาสแรกบริษัทไทยออยล์มีกำไรถึง 19,000 ล้านบาท สูงมากกว่าช่วงเวลาเดียวกันหรือไตรมาสแรกของปีที่แล้ว 4.5 เท่า หรือ 456% และสูงกว่ากำไรทั้งปีของปีที่แล้วประมาณ 30%

“นี่คือความชัดเจนว่ากำไรสูงกว่าปกติ เนื่องมาจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น และกำไรตรงนี้สะท้อนให้เห็นเหรียญอีกด้านหนึ่ง คือความเดือดร้อนของประชาชนที่ต้องมีต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น” นายกรณ์กล่าว

นายกรณ์กล่าวต่อว่า การที่รัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้โดยอ้างสาเหตุสำคัญมาจากประเด็นปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งเราพูดมาตลอดว่า นอกเหนือจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่สูงขึ้นแล้ว อีก 2 สาเหตุที่ทำให้ต้นทุนพลังงานเกินจำเป็นคือ 1.รัฐบาลไม่ได้ไปกำกับดูแลในเรื่องของวิธีการกำหนดราคาน้ำมัน แต่กลับมาตั้งคณะกรรมการความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.)

โดยส่งนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เป็นประธาน และไปศึกษาว่ามีแนววิธีการอื่นใดหรือไม่ที่จะกำหนดราคาน้ำมันที่เป็นธรรมกับประชาชนมากกว่าที่ใช้อยู่ แต่วันนี้ก็ยังใช้สูตรเดิม ยังคำนวณแบบเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย และนี่เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ต้นทุนราคาน้ำมันสูงเกินควร

นายกรณ์กล่าวต่อว่า และ 2 คือภาษีสรรพสามิต ซึ่งง่ายมากในการลดภาระต้นทุนพลังงานให้กับประชาชน หรือผู้ประกอบการทุกคน คือรัฐบาลลดการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตลง ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ต้นทุนน้ำมันสูง จนทำให้รัฐบาลยกมาเป็นข้ออ้างในการออก พ.ร.ก. เพราะรัฐบาลไม่ดำเนินการในสิ่งที่ควรทำปล่อยให้ราคาพลังงานสูงเกินควร แล้วใช้เป็นข้ออ้างในการกู้เพิ่มเติมเพื่อเยียวยาประชาชน จริง ๆ อาจไม่จำเป็นต้องเยียวยาเลยตั้งแต่แรก หากได้ทำในสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์แนะนำมาตลอด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง