“บิ๊กอรรถ” เผย “เฉินหมิง ซัน” ระดับบอสแก๊งคอลฯกัมพูชา แต่ไม่มีชื่อในระดับสากล

โฆษก ตร.เผยผลสืบสวนพบเส้นทางการเงิน “เฉินหมิง ซัน” เชื่อมขบวนการสแกมเมอร์และคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา ระดับบอส ไม่ใช่ปลายแถว แต่ไม่มีรายชื่อเป็นบุคคลเฝ้าระวังระดับสากล

วันที่ 14 พ.ค.2569 ที่ตร. พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยความคืบหน้าคดี “เฉินหมิง ซัน” ว่า จากการตรวจสอบ พบเส้นทางการเงิน เชื่อมโยงกับกลุ่มสแกมเมอร์ และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศกัมพูชา โดย พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร ได้สั่งการให้ตำรวจไซเบอร์เร่งขยายผล พร้อมรวบรวมพยานหลักฐานในทุกมิติ

โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างวิเคราะห์เส้นทางการเงิน ความเชื่อมโยงของกลุ่มบุคคล รวมถึงตรวจสอบข้อมูลการเดินทางเข้า-ออกประเทศ เพื่อพิสูจน์ความเกี่ยวพันกับขบวนการอาชญากรรมออนไลน์ทั้งหมด โดยตำรวจไซเบอร์เป็นหน่วยหลักในการดูแลคดีฉ้อโกงและอาชญากรรมทางออนไลน์ จึงต้องใช้เวลาในการสืบสวนอย่างละเอียด

ทั้งนี้ จากข้อมูลการสืบสวนเบื้องต้น ยืนยันได้ว่า “เฉินหมิง ซัน” ไม่ใช่บุคคลระดับล่างของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เนื่องจากผู้เสียหายที่ถูกหลอกไปทำงาน มักเรียกกลุ่มชาวจีนเหล่านี้ว่า “บอส” แต่จะมีบทบาทในระดับใดนั้น ต้องรอผลวิเคราะห์ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่เพิ่มเติม

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวต่อว่า ทุกหน่วยงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้บูรณาการข้อมูลร่วมกันอย่างใกล้ชิด ขณะที่การพิจารณาจะโอนคดีมาอยู่ในความรับผิดชอบ ของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางหรือไม่ ยังต้องประเมินศักยภาพการทำงานของพนักงานสอบสวนตำรวจภูธรภาค 2 ก่อน หากดำเนินการได้ก็ไม่จำเป็นต้องโอนคดี

อย่างไรก็ตาม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ความสำคัญกับคดีนี้อย่างมาก โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธ์เพ็ชร์ ผบ.ตร ได้ลงพื้นที่ตรวจของกลางด้วยตนเองตั้งแต่ช่วงแรก และมอบหมายให้ พล.ต.อ.สำราญ กำกับดูแลคดีอย่างใกล้ชิด ยืนยันว่าตำรวจไทยมีการประสานข้อมูลกับทางการจีนมาโดยตลอด

สำหรับการตรวจสอบข้อมูลข่าวกรองร่วมระหว่างไทยและจีน พบว่า “เฉินหมิง ซัน” ไม่มีรายชื่ออยู่ใน watch list หรือบัญชีเฝ้าระวังระดับสากล รวมถึงไม่มีข้อมูลเป็นบุคคลต้องสงสัยในประเทศต้นทางด้วย ทำให้ไทยต้องกลับมาทบทวนมาตรการคัดกรอง และเฝ้าระวังชาวต่างชาติที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศให้เข้มข้นมากขึ้น

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเดินหน้ามาตรการ “One Police” เชื่อมโยงฐานข้อมูลทุกหน่วยงาน เพื่ออำนวยความสะดวกในการตรวจสอบบุคคลต่างชาติ โดยยกกรณีเกาะพะงันเป็นตัวอย่าง หลังมีการสั่งการให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเอกซเรย์ข้อมูลชาวต่างชาติทั่วประเทศ

นอกจากนี้ ตำรวจยังได้รับความร่วมมือจาก LINE ประเทศไทย ในการปิดกั้นห้องไลน์และเว็บไซต์ผิดกฎหมาย ทั้งเว็บพนันออนไลน์ การซื้อขายยาเสพติด อาวุธปืน รวมถึงกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการล่วงละเมิดเด็กและสตรี

ซึ่งที่ผ่านมา LINE ให้ความร่วมมือปิดกั้นบัญชีและกลุ่มผิดกฎหมายแล้วมากกว่า 50% ของข้อมูลที่ตำรวจส่งตรวจสอบ พร้อมกันนี้เรายังขอให้ LINE ประเทศไทย ยกระดับระบบตรวจจับเชิงรุก หากพบ “ห้องเชือด” หรือกลุ่มหลอกลวงออนไลน์ ให้สามารถปิดกั้นได้ทันที และส่งข้อมูลให้ตำรวจดำเนินคดีต่อไป

พร้อมฝากเตือนประชาชนว่า การเข้าไปอยู่ในกลุ่มไลน์หรือแพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมาย อาจตกเป็นเหยื่อการหลอกลวง รวมถึงเสี่ยงถูกดำเนินคดีตามกฎหมายได้เช่นกัน