
อนุทิน-เอกนิติ 20 รัฐมนตรีเปิดทำเนียบ ดึงยักษ์ธุรกิจ 35 CEO ร่วมเสนอปัญหา-ยกเครื่องเศรษฐกิจประเทศ ชี้เป็นครั้งแรกให้เทคโนแครตทำงานคู่ขนานทีมภาครัฐ
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงเวทีรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชนครั้งใหญ่ภายใต้แนวคิด “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” ซึ่งจะเชิญผู้บริหารระดับสูง CEO บริษัทยักษ์ใหญ่ 10 กลุ่มอุตสาหกรรม และสภาหอการค้าไทย สมาคมธนาคารไทย สภาอุตสาหกรรม เข้าหารือที่ทำเนียบรัฐบาลวันนี้ (15 พ.ค.) ว่าขณะนี้มี CEO บริษัทต่าง ๆ ตอบรับเข้าร่วม 35 คน
หัวหน้าทีมเศรษฐกิจรัฐบาลระบุว่า เวทีหารือครั้งนี้เป็นไปตามความมุ่งมั่นทางการเมืองของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ต้องการจัดวงนี้ขึ้นมาเพื่ออยากสื่อสารให้สาธรณะเห็นว่ารัฐบาลนี้รับฟังและได้ยินปัญหาและความต้องการของทุกภาคส่วน
ฟังนักธุรกิจปรับทิศทางเศรษฐกิจใหม่
“โจทย์ใหญ่หัวใจสำคัญคือ ขณะนี้เศรษฐกิจโลกเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ไทยจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่ออย่างไร จึงต้องฟังความจากภาคเอกชนว่าต้องการให้รัฐบาลสนับสนุนอะไร อย่างไร เพื่อนำมากำหนดทิศทาง พลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจ (Economy Transformation) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในอนาคต ให้สอดคล้องกับภูมิทัศน์ใหม่” นายเอกนิติระบุ
รองนายกรัฐมนตรีย้ำว่า หลังจากการรับฟังความเห็นเอกชนแล้วรัฐบาลจะนำนโยบายลงสู่การปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม ตามกรอบที่หารือกันไว้ ซึ่งในอดีตวิธีการทำงานจะนำทีมโดยเทคโนแครต เช่นยุคของนายเสนาะ อูนากูล, ดร.พิสิฏฐ ภัคเกษม จากสภาพัฒน์ และดึงเอกชนมาร่วม แต่ในยุคนี้รัฐบาลกับเอกชนจะเป็นการทำงานเดินไปด้วยกัน ตามวาระที่เอกชนหยิบยกขึ้นมานำเสนอ
รัฐ-เอกชนร่วมเคลื่อนประเทศไทย
“รูปแบบการจัดเวทีครั้งนี้จะรับฟังจากภาคเอกชนที่จะแสดงความคิดเห็นแบบเปิดกว้าง จากนั้นรัฐบาลโดยทีมรองนายกรัฐมนตรีเศรษฐกิจจะสรุปประเด็นข้อเสนอจากวงประชุมทั้งหมดไปผลักดันต่อ โดยใช้กลไกของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ซึ่งที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีได้รับทราบและเห็นด้วยกับแนวทางการฟื้นกลไกของ กรอ.”
รองนายกรัฐมนตรีย้ำว่า “ตั้งใจที่จะใช้เวทีคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน เป็นกลไกหลัก ซึ่งถือว่าเป็นการนำกลไกในอดีตกลับมาอีกครั้ง แต่จะมีการปรับปรุงบทบาทให้มีความทันสมัยและกระฉับกระเฉงมากขึ้น ซึ่งจะเปลี่ยนจากรูปแบบเดิมที่ภาครัฐเป็นฝ่ายนำมา เป็นการทำงานร่วมกัน โดยให้ภาคเอกชนที่เป็นผู้นำในประเด็นที่เชี่ยวชาญ และรัฐบาลทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุน (Facilitator) โดยเฉพาะการแก้ไขกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค”
หัวหน้าทีมเศรษฐกิจตั้งเป้าหมายว่า การดำเนินการดังกล่าวจะผลักดันเครื่องยนต์ต่าง ๆ ให้เกิดผลในเชิงปฏิบัติได้จริงภายใน 6 เดือน พร้อมทั้งจะมีการติดตามผลและประเมินผลสัมฤทธิ์ของการดำเนินการครั้งนี้อย่างต่อเนื่อง
สำหรับยุทธศาสตร์ยกเคลื่องเศรษฐกิจไทย จะผลักดันผ่านเครื่องยนต์หลักได้แก่ การลงทุน การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์, เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy), เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) การปฏิรูปการศึกษา รวมถึงการปฏิรูประบบราชการ
ทั้งนี้ การลงทุนในอนาคตต้องเป็นเรื่องของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ๆ เช่น พลังงานสะอาด และการแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรค เพื่อให้การยกเครื่องและเพิ่มความสามารถเศรษฐกิจไทยสามารถทำได้อย่างต่อเนื่อง
รายชื่อรัฐมนตรีร่วมเวที-ดินเนอร์
สำหรับรายชื่อรัฐมนตรีที่เข้าร่วมฟังความเห็นเอกชนและร่วมดินเนอร์ ประกอบด้วย 20 กระทรวง และหัวหน้าส่วนราชการที่สำคัญ ดังนี้
• นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ : รองนายกรัฐมนตรี/รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
• นายทรงศักดิ์ ทองศรี : รองนายกรัฐมนตรี
• นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ : รองนายกรัฐมนตรี/รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
• นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ : รองนายกรัฐมนตรี/รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาฯ
• นางสาวศุภมาส อิศรภักดี : รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
• นายภราดร ปริศนานันทกุล : รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
• พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ : รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
• นายนิกร โสมกลาง : รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
• นายวัชระพล ขาวขำ : รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
• นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช : รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
• นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ : รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
• นายสุชาติ ชมกลิ่น : รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
• นายพลพีร์ สุวรรณฉวี : รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
• นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ : รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
• นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ : รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
• พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ : รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
• นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ : รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน
• นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ : รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
• นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ : รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
• นายวราวุธ ศิลปอาชา : รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
• นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล : เลขาธิการนายกรัฐมนตรี
• พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ : ปลัดกระทรวงแรงงาน
• นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ : ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
• นายณัฐพล รังสิตพล : ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม
• นายอนันต์ แก้วกำเนิด : ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ
รายนามเทียบเชิญ CEO
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชื่อผู้บริหารและนักธุรกิจที่รัฐบาลเชิญเข้าร่วม อาทิ นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) นายเวทิต โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน)
ผู้บริหารจากกลุ่มค้าปลีก การเงิน ยานยนต์ พลังงาน ก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ และสุขภาพ อาทิ นายสุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน)
รวมทั้งนายปลิว ตรีวิศวเวทย์ กรรมการบริหาร บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) นางสาวศุภลักษณ์ อัมพุช ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า หลังการหารือ นายกรัฐมนตรีจะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำแก่ผู้เข้าร่วม ณ ตึกสันติไมตรีหลังนอก ทำเนียบรัฐบาล เวลา 19.00 น. ดำเนินการโดยมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาร่วมกับโรงแรมวังสวนสุนันทา ซึ่งนอกจากเป็นการรับรองภาคเอกชนแล้ว ยังเป็นโอกาสให้นักศึกษาได้แสดงศักยภาพ ทักษะวิชาชีพ และความพร้อมของสถาบันการศึกษาไทยในการผลิตกำลังคนคุณภาพเข้าสู่ภาคบริการและเศรษฐกิจสร้างสรรค์
น.ส.รัชดากล่าวว่า หลังเวทีครั้งนี้รัฐบาลจะเดินหน้าหารือรายอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อเจาะลึกปัญหา ผลักดันมาตรการให้เกิดผลจริง และวางรากฐานให้เศรษฐกิจไทยกลับมาแข่งขันได้ โดยนายกรัฐมนตรียืนยันแนวทางการทำงานแบบเปิดกว้าง รับฟังเสียงจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เข้าถึงได้ และพร้อมทำงานร่วมกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน และสร้างโอกาสใหม่ให้ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง





