เอะอะๆ อะไรก็ AI แต่เคยคิดไหมว่า จริงๆ แล้ว มันช่วยเราได้แค่ไหน หรือแค่สักว่าต้องใช้อย่างเดียว?

จากการวิจัยโดย ‘McKinsey & Company’ พบว่า ปัจจุบัน 88% ขององค์กรนำ AI มาใช้งานในอย่างน้อยหนึ่งแผนก แถมกว่า 60% ของบริษัทชั้นนำยังพยายามหาเครื่องมือ AI มาให้พนักงานด้วย
ทั้งนี้ McKinsey & Company พบอีกว่า ในบรรดาหลากหลายองค์กรที่ใช้ AI มีแค่ 6% เท่านั้นที่สามารถเพิ่มกำไรก่อนหักดอกเบี้ยและภาษีขององค์กรได้อย่างน้อย 5% จริงๆ
ไม่ใช่แค่นั้น แม้ 64% ขององค์กรจะบอกว่า AI เป็นตัวขับเคลื่อนนวัตกรรม แต่มีแค่ 39% ที่เห็นผลเป็นรูปธรรม
พูดง่ายๆ คือ ท่ามกลางดงบริษัทที่อยากเป็น AI-first หรือ AI-driven มีเพียงไม่กี่องค์กรเท่านั้นที่รู้จักนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
AI ช่วยทำงานได้ แต่ไม่ใช่ทุกงานที่ AI จะช่วยได้

จากการสำรวจที่ปรึกษากว่า 750 คนโดย BCG ร่วมกับ Harvard Business Review พบว่า จริงๆ แล้ว AI ช่วยเราทำงานได้นะและประหยัดเวลาด้วย แต่อาจเป็นแค่ในงานที่มันถนัดเท่านั้น เช่น การ brainstorm ร่างงาน หรือสรุปความ
กลับกัน ในงานที่ต้องวิเคราะห์หาข้อสรุป หาข้อผิดพลาด หรือการสัมภาษณ์คน AI อาจยังทำหน้าที่ได้ไม่ดีเท่าไร โดยงานวิจัยเผยว่า เมื่อเหล่าที่ปรึกษาไม่ใช้ AI ช่วย พวกเขาสามารถแก้ไขปัญหาด้วยความแม่นยำถึง 84% แต่พอนำ AI มาใช้ อัตราความแม่นยำกลับลดเหลือเพียง 60-70%
ภายในงาน People Performance 2026 ‘ดร.ชนนิกานต์ จิรา’ Head of True Digital Academy สถาบันพัฒนาศักยภาพบุคลากร เล่าว่า การจะใช้ AI ให้มีประโยชน์สูงสุด ต้องจับมันไปอยู่ในบริบทที่ถูกต้อง
ชนนิกานต์อธิบายว่า ในบางอุตสาหกรรม อาจสามารถนำ AI ไปใช้ประโยชน์ได้เลย เช่น วงการเทค การตลาด และไฟแนนซ์ ขณะที่อุตสาหกรรมที่มีกฎระเบียบเยอะๆ เช่น กฎหมายหรือแพทย์ อาจยังมีข้อจำกัดอยู่
นอกจากนั้น ใช่ว่าทุกอุตสาหกรรมจะสามารถนำ AI มาใช้ประโยชน์ทันใจ โดยชนนิกานต์ยกตัวอย่างว่า เมื่อ 10 ปีก่อน ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีบางคนออกมาพูดว่า ในอนาคต อาชีพรังสีแพทย์ตกงานแน่ เนื่องจาก AI อ่านฟิล์มเอ็กซเรย์ได้แล้ว แต่พอมาดูปัจจุบันจริงๆ อาชีพนี้ก็ยังเป็นที่ต้องการอยู่ เพราะเนื้องานส่วนใหญ่ต้องอาศัยทักษะการสื่อสารด้วย
ชนนิกานต์กล่าวว่า AI ไม่สามารถแทนมนุษย์คนหนึ่งได้สมบูรณ์ขนาดนั้น เพราะมันถนัดทำแค่บางงาน และงานที่เหลืออยู่ ก็ยังต้องอาศัยกำลังคน
เอา AI มาใช้แล้ว ใช้ตรงไหน?

นอกจากการพิจารณาหน้าที่ให้ AI แล้ว ชนนิกานต์เผยว่า สิ่งที่หลายองค์กรมักมองข้ามไปคือการออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ เพื่อรองรับการนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้งาน
ชนนิกานต์บอกว่า บ่อยครั้ง เมื่อองค์กรเห็นว่า AI สามารถมาแทนตรงไหนได้บ้าง พวกเขาก็จะนำมาใช้เลย โดยไม่ดูว่ามันสอดคล้องกับกระบวนการทำงานที่มีอยู่จริงหรือไม่
ชนนิกานต์มองว่า หากอยากใช้ศักยภาพ AI อย่างเต็มที่ ต้องออกแบบว่าวิธีการทำงานควรเปลี่ยนไปในทางไหน บทบาทของคนกับเทคโนโลยีคืออะไร ระบบการตัดสินใจหน้าตาเป็นอย่างไร และจะรักษาความปลอดภัยของข้อมูลอย่างไร
“การเข้าใจว่าจะเอา AI เข้าไปใช้ในส่วนไหนขององค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ตรงนี้สำคัญที่สุด เราต้องรู้ปัจจัยว่า workflow ของเราเป็นยังไง จุดของการตัดสินใจเป็นยังไง คนและ AI ถ้าเกิดมาทำงานร่วมกัน เราจะมีความสัมพันธ์กับลูกค้ายังไงบ้าง เราจะประเมินความเสี่ยงได้ยังไงบ้าง” ชนนิกานต์กล่าว
ขณะเดียวกัน บริษัทก็ควรตั้งคำถามด้วยว่า ถ้า AI เข้ามาช่วยงานแล้ว พนักงานจะนำเวลาว่างที่เพิ่มขึ้นไปสร้างประโยชน์อย่างไร?
ดังนั้น นอกจากจะต้องออกแบบกระบวนการทำงานใหม่แล้ว องค์กรควรให้นิยามการทำงานแต่ละตำแหน่งใหม่ด้วย เพื่อให้มนุษย์กับเทคโนโลยีสามารถทำงานร่วมกันอย่างไร้รอยต่อ
ใช้ AI เพื่อเพิ่มคุณค่า ไม่ใช่เพิ่มความไว

อีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญคือการตั้งคำถามว่า เราเอา AI มาใช้ในองค์กรเพื่ออะไร?
ชนนิกานต์เผยว่า ทุกวันนี้ หลายองค์กรนำ AI มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิผล เช่น ทำงานเสร็จภายในกี่ชั่วโมง ปริมาณงานที่ทำสำเร็จเยอะขนาดไหน หรือลดต้นทุนไปเท่าไร
แต่ชนนิกานต์คิดว่า การวัดประสิทธิภาพของ AI แบบนี้ ไม่ได้ช่วยให้เห็นภาพรวมเลยว่าจริงๆ แล้ว มันช่วยเรามากน้อยแค่ไหน?
ชนนิกานต์อธิบายว่า ทางที่ดี องค์กรควรมอง AI ในฐานะเครื่องมือที่จะเข้ามาช่วยสร้างคุณค่าใหม่ๆ ให้องค์กรมากกว่าการลดระยะเวลาการทำงาน
เช่น แทนที่จะถามว่า AI ช่วยตอบคำถามลูกค้าได้กี่คนภายใน 1 นาที ก็เปลี่ยนเป็น เมื่อ AI ตอบคำถามลูกค้าแล้ว ลูกค้าพึงพอใจกับการช่วยเหลือขนาดไหน ตอบตรงคำถามจริงไหม หรือแค่ตอบให้งานจบไปเฉยๆ
สุดท้ายแล้ว AI มันก็มีศักยภาพจริงๆ นั่นล่ะ แต่ต้องขึ้นอยู่กับตัวผู้ใช้งานด้วยว่าเข้าใจมันขนาดไหน และมีวิจารณญาณพอหรือเปล่า
เพราะถ้ามัวแต่สักว่าจะใช้ AI โดยไม่ใช้สมองคิดไตร่ตรองให้ดี ความสำเร็จก็คงไม่เกิดขึ้นเร็วๆ นี้
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา




