ผ่านฉิวเฉียด! วุฒิสภาสหรัฐ โหวตรับรอง เควิน วอร์ช ประธานเฟดคนใหม่

เมื่อวันพุธ(13 พ.ค.)ที่ผ่านมา สมาชิกวุฒิสภาของสหรัฐอเมริกา ได้ลงมติรับรองให้นายเควิน วอร์ช อายุ 56 ปี ดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)คนใหม่เป็นคนที่ 17 แทนที่นายเจอโรม พาวเวลล์ ที่หมดวาระลง ซึ่งจะรับช่วงต่อในการกำกับดูแลธนาคารกลางสหรัฐที่ตกอยู่ภายใต้แรงกดดันทางการเมืองจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์มานานและเศรษฐกิจที่สั่นคลอนจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐพุ่งสูงขึ้น

วอร์ชได้รับการรับรองจากวุฒิสภาด้วยคะแนนเสียง 54 ต่อ 45 เสียง ซึ่งการโหวตตามแนวทางพรรคมากที่สุดครั้งประวัติศาสตร์ โดยมีเพียงนายจอห์น เฟตเตอร์แมน วุฒิสมาชิกรัฐเพนซิลเวเนียจากพรรคเดโมแครตเท่านั้นที่แตกแถวโหวตสนับสนุนการเสนอชื่อของวอร์ช ซึ่งเน้นย้ำให้เห็นถึงความไม่สบายใจในหมู่พรรคเดโมแครตที่มีต่อการงัดข้อของทรัมป์กับธนาคารกลางสหรัฐ

วอร์ช จะเข้ารับตำแหน่งต่อจากพาวเวลล์ ประธานเฟดคนก่อนซึ่งตลอดวาระการดำตำแหน่ง 8 ปีของเขาเต็มไปด้วยการเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจหลายระลอกและการปะทะอย่างดุเดือดกับทำเนียบขาวเพื่อปกป้องความเป็นอิสระทางการเมืองของธนาคารกลางสหรัฐ

วอร์ช ถูกมองว่ามีแนวคิดสอดคล้องกับทรัมป์ที่เรียกร้องกดดันให้เฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ยมานาน อย่างไรก็ดี การจะเข้ารับตำแหน่งของวอร์ชเกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ทวีความรุนแรงขึ้นเนื่องจากสงครามระหว่างสหรัฐและอิสราเอลกับอิหร่าน ซึ่งส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 ปีในเดือนเมษายน ตามการประกาศดัชนีราคาผู้บริโภค(CPI)ล่าสุด และขณะนี้อัตราเงินเฟ้อสูงกว่าการเติบโตของอัตราค่าจ้างแล้ว

ขณะที่วิกฤตด้านพลังงานกำลังทำให้ความหวังที่จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น โดยนักลงทุนคาดการณ์ว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานไว้ในระดับเดิมไปตลอดปีนี้ หรืออาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหากอัตราเงินเฟ้อแย่ลง ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวอาจทำให้ทรัมป์ไม่พอใจและอาจแสดงความไม่พอใจต่อวอร์ชในลักษณะเดียวกับที่เคยทำกับพาวเวลล์มาแล้ว โดยเมื่อต้นปีนี้ทรัมป์ได้พูดติดตลกว่าเขาอาจจะฟ้องวอร์ช หากไม่ยอมลดอัตราดอกเบี้ย

Advertisement

อย่างไรก็ตาม ประธานเฟดมีสิทธิ์ออกเสียงเพียงหนึ่งเสียงในคณะกรรมการนโยบายการเงิน(FOMC)ของเฟดในการพิจารณาการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งแม้วอร์ชจะควบคุมวาระการประชุมของเฟดทุกครั้ง แต่เขาไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเหนือเสียงส่วนใหญ่ของ FOMC

ซีเอ็นเอ็นรายงานว่า เฟดในยุคของวอร์ชถูกคาดหมายว่าจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงหลายประการภายในสถาบันการเงินเสาหลักแห่งนี้ โดยก่อนหน้านี้เขาได้เสนอหรือบอกเป็นนัยถึงการลดขนาดงบดุลของเฟดที่มีอยู่ 6.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ การมุ่งประสานงานอย่างใกล้ชิดกับกระทรวงการคลังเรื่องงบดุล และการลดจำนวนการประชุมด้านนโยบายในแต่ละปีของเฟดลงจาก 8 ครั้งเหลือเพียง 4 ครั้ง เป็นต้น ซึ่งนักวิเคราะห์จาก JPMorgan กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดเหล่านี้อยู่ในขอบเขตอำนาจของวอร์ชในฐานะประธานเฟด