เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม นายพิเชฐ พิมพา ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ประจำจังหวัดนครสวรรค์ ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดนครสวรรค์ แถลงว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด กรณีกล่าวหาอดีตนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านแก่ง อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 มีการเรียกรับผลประโยชน์ในการเสนอราคาเพื่อจัดจ้างโครงการก่อสร้างจำนวน 3 โครงการ จากการไต่สวนข้อเท็จจริง ฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2558 องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านแก่ง โดยผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านแก่ง ได้มีประกาศจัดหาผู้รับจ้างดำเนินโครงการก่อสร้าง 3 โครงการ ดังนี้
1.โครงการก่อสร้างประปาหมู่บ้านแบบผิวดินขนาดใหญ่ หมู่ที่ 12 บ้านสามแยกบ้านแก่ง ตำบลบ้านแก่ง อำเภอเมืองนครสวรรค์
2.โครงการก่อสร้างประปาหมู่บ้านแบบผิวดินขนาดใหญ่ หมู่ที่ 8 บ้านสามแยกบ้านแก่ง ตำบลบ้านแก่ง อำเภอเมืองนครสวรรค์
3.โครงการก่อสร้างประปาหมู่บ้านแบบผิวดินขนาดใหญ่มาก หมู่ที่ 1 บ้านมอญ ตำบลบ้านแก่ง อำเภอเมืองนครสวรรค์
นายพิเชฐ กล่าวว่า ในการนี้ มีเพียงกิจการร่วมค้าบริษัท อ. เป็นผู้เสนอราคารายเดียว โดยไม่ปรากฏว่ามีเหตุผลความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการต่อ แต่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ไม่ดำเนินการยกเลิกการจัดจ้างครั้งดังกล่าว ซึ่งไม่เป็นไปตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 44 และประกาศกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เรื่อง หลักเกณฑ์การซื้อหรือจ้างโดยการประมูลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ลงวันที่ 30 กันยายน 2553 ข้อ 12 (8) และต่อมาเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2558
ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ได้มีหนังสือแจ้งให้ผู้เสนอราคาเข้ามาทำสัญญาจ้างและเรียกรับเงินจำนวน 1,000,000 บาท เพื่อแลกเปลี่ยนกับการลงนามในสัญญาจ้าง ซึ่งต่อมาได้มีการต่อรองกันเป็นเงิน 600,000 บาท โดนผู้กล่าวหาได้มอบเงินสดจำนวน 300,000 บาท ให้แก่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และได้โอนเงินจำนวน 300,000 บาท ซึ่งเป็นบัญชีของผู้กล่าวหา จากบัญชีธนาคารกสิกรไทย สาขาวังน้อย ชื่อบัญชีนาย ฉ. ไปยังบัญชีธนาคารกรุงไทย สาขาเทสโก้โลตัส นครสวรรค์ ชื่อบัญชีผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ซึ่งเป็นคู่สมรสของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 จากนั้นผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 จึงประกาศให้กิจการร่วมค้า อ. จำกัด เป็นผู้ชนะการเสนอราคา
นายพิเชฐ กล่าวต่อว่า จากพฤติการณ์ดังกล่าว คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีมติว่าการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงานสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัด หรือสมาชิกสภาเทศบาล เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ และฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 และมาตรา 157
นายพิเชฐ กล่าวว่า ในส่วนผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 มีมูลความผิดทางอาญาฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัด หรือสมาชิกสภาเทศบาล เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ และฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 และมาตรา 157 ประกอบมาตรา 86
นายพิเชฐ กล่าวว่า ปัจจุบัน เรื่องนี้ได้ส่งรายงานสำนวนการไต่สวนเอกสารหลักฐานทั้งหมดไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินคดีในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาคดีกับผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองราย
ส่วนการดำเนินการถอดถอน ได้ส่งรายงานสำนวนไต่สวนเอกสารหลักฐานและคำวินิจฉัยไปยังผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอน (ผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์) เพื่อให้ดำเนินการตามหน้าที่ต่อไป







