เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม ที่ผ่านมา สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า มีการเดินขบวนประท้วงครั้งใหญ่ของผู้ชุมนุมสองฝ่ายนับหมื่นคน ณ ใจกลางกรุงลอนลอน ประเทศอังกฤษ ซึ่งขบวนแรกนำโดย Unite the Kingdom ฝ่ายขวาจัดที่ต่อต้านผู้อพยพและชาวมุสลิม ขณะที่ขบวนถัดมานำโดยผู้สนับสนุนปาเลสไตน์เพื่อรำลึกถึงวันนักบะห์
ทางการอังกฤษมีการส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 4,000 นายไปควบคุมสถานการณ์การประท้วง ซึ่งระบุว่าเป็นปฏิบัติการรักษาความสงบครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปีของอังกฤษ โดยมีการประเมินก่อนหน้านี้ว่าอาจมีผู้ชุมนุมเข้าร่วมมากถึง 80,000 คนเป็นอย่างน้อย ตำรวจอังกฤษระบุว่าการประท้วงดังกล่าวเสร็จสิ้นลงไปโดยไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรง แต่มีการจับกุมผู้ชุมนุมทิ้งสิ้น 43 คนจากการทำความผิดหลากหลายข้อหา

การเดินขบวนของกลุ่ม Unite the Kingdom นำโดยสตีเฟ่น เลนนอน หรือ “ทอมมี่ โรบินสัน” นักเคลื่อนไหวฝ่ายขวาจัดชาวอังกฤษที่ปลุกปั่นกระแสต่อต้านผู้อพยพและชาวมุสลิม โดยเขาและผู้สนับสนุนมองว่า ความเป็นมุสลิมและการหลั่งไหลเข้ามาของผู้อพยพนั้นกำลังบ่อนทำลาย ‘อัตลักษณ์ความเป็นอังกฤษ’ ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่เดินขบวนไปตามถนนในใจกลางกรุงลอนดอน พร้อมกับโบกธงชาติสหราชอาณาจักรและอังกฤษไปตามท้องถนน
ขณะที่ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ กล่าวประณามการเดินขบวนของกลุ่มขวาจัด Unite the Kingdom ว่าเป็น “การปลุกปั่นความเกลียดชังและการแบ่งแยกอย่างชัดเจน” ความกังวลเกี่ยวกับประเด็นผู้อพยพและผู้ลี้ภัยส่งผลให้คะแนนนิยมของสตาร์เมอร์ลดลง ขณะเดียวกันก็ได้เปิดทางให้พรรคปฏิรูปฝ่ายขวาได้รับคะแนนนิยมมากขึ้น แม้ว่าจำนวนผู้อพยพที่เข้ามายังอังกฤษต่อปีจะลดลงจากเดิมที่ 900,000 คนในปี 2022 – 2023 เหลือเพียง 200,000 คนในปีที่แล้ว หลังมีการปรับมาตรการออกวีซ่าให้รัดกุมขึ้น

ห่างออกไปไม่ไกล ผู้ชุมนุมจำนวนมากโบกธงปาเลสไตน์และป้ายประท้วงใกล้กับอนุสาวรีย์ banksy เพื่อเรียกร้องให้ยุติสงครามกาซาในขบวนการรำลึกถึงวันนักบะห์ หรือ วันแห่งความหายนะ เพื่อรำลึกถึงการสูญเสียดินแดนของชาวปาเลสไตน์ที่นำไปสู่การก่อตั้งรัฐอิสราเอลในปี 1948
เจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่า นับตั้งแต่ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-ฮามาสปะทุขึ้นในปี 2023 มีการเดินขบวนสนับสนุนชาวปาเลสไตน์ราว 33 ครั้ง ทั้งนี้ แม้ผู้ประท้วงจะมีมุมมองที่หลากหลาย แต่ตำรวจกล่าวว่าการเดินขบวนมักนำไปสู่การจับกุมผู้กระทำผิดในความผิดฐานก่อความไม่สงบในที่สาธารณะซึ่งมีแรงจูงใจจากความขัดแย้งทางเชื้อชาติและศาสนา รวมถึงทำให้ชาวยิวรู้สึกกลัวความปลอดภัยของตัวเองเวลาเข้ามาในย่านกลางกรุงลอนดอน




