‘ค่าครองชีพ’ พุ่งสูง กดทับสังคมไทย การมี ‘บ้าน’ กลายเป็น ความฝันห่างไกล ‘ตกงาน’ คือวิกฤติเงียบที่กำลังมา

ไม่มีประเทศไหนดีเท่าไทยแล้ว ถ้าชาติหน้ามีจริง ขอเกิดที่ดาวอังคาร

thailand economy

ปฏิเสธไม่ได้ว่า นับตั้งแต่เกิดสงครามตะวันออกกลาง หนึ่งประเด็นที่เรามักเห็นผ่านหน้าสื่อคือความกังวลที่คนไทยมีต่อ ‘ราคาน้ำมัน’ ซึ่งมันก็จริง เพราะ ‘Wisesight’ บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลทางโซเชียลมีเดียพบว่า คนไทยพูดถึงประเด็นนี้กว่า 1 แสนโพสต์

แต่นั่นใช่เรื่องที่คนไทยกังวลมากที่สุดจริงไหม? คำตอบคือ อาจจะยัง เพราะ Wisesight เผยว่า สิ่งที่ประชาชนกำลังกังวลในตอนนี้คือ

  1. ค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น: ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของคนไทยพุ่งสูงขึ้นในทุกด้านจริงๆ ตั้งแต่ค่าอาหารยันค่าไฟ แต่รายได้ยังเท่าเดิม ส่งผลให้ประชาชนรู้สึกติดกับดักและไร้ทางออก สะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่กดทับพวกเขาในทุกวัน
  1. กลัวถูกเลย์ออฟหรือตกงาน: ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจไม่ดี เราจะรู้ได้อย่างไรว่า เราไม่ใช่คนต่อไปที่บริษัทเลือกจ้างออก? นี่คือวิกฤติเงียบที่หลายคนยอมรับว่า มีเงินสำรองพอแค่ 1-2 เดือนเท่านั้น ขณะที่โซเชียลมีเดียก็เต็มไปด้วยคอนเทนต์การเงิน สะท้อนถึงความต้องการหาทางออก ในภาวะที่ตลาดแรงงานหดตัว
  1. ที่อยู่อาศัยแพง: ไม่ว่าจะเช่าหรือซื้อ ก็เผชิญความท้าทายพอๆ กัน โดยเฉพาะในกลุ่มคนอายุ 25-40 ปี ที่เข้าถึงสินเชื่อยาก ซึ่งต่อให้กู้ได้ ดอกเบี้ยอาจสูงเกินรับไหว ขณะที่ค่าเช่ายังแพงขึ้นต่อเนื่อง จนแทบไม่เหลือเงินเก็บ กลายเป็นความฝันที่ห่างไกล

นอกจากนั้น Wisesight ยังได้สอบถามกลุ่มตัวอย่าง 90 คนจากวัย Gen X, Gen Y และ Gen Z ถึงพบว่า แต่ละรุ่นมีมุมมองต่อวิกฤติครั้งนี้ต่างกันไป ซึ่งจะเป็นอย่างไรบ้าง มาดูกัน

Gen X ยอมลดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เพื่อรักษาความมั่นคงหลังเกษียณ

Wisesight เผยว่า 80% ของ Gen X (46-61 ปี) ไม่ได้กลัวว่าตนเองจะอยู่รอดรายวันไหม แต่กังวลถึงความมั่นคงในระยะยาวที่อุตส่าห์ทุ่มแรงกายแรงใจทั้งชีวิต จนต้องเลื่อนแผนเกษียณออกไปต่างหาก

ในมุมมองของ Gen X หากต้องลดภาระค่าใช้จ่าย สิ่งที่ทุกคนตอบอย่างเป็นเอกฉันท์คือจะเลือกลด ‘ค่าใช้จ่ายเพื่อรักษาสถานะทางสังคม’ เช่น รถคันใหม่ สินค้าแบรนด์เนม หรือทริปหรูที่ต่างประเทศ 

อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายที่ Gen X จะไม่มีวันยอมลดเด็ดขาดคือ 

  1. ประกันสุขภาพพรีเมียมของพ่อแม่และตนเอง
  2. ค่าเทอมและการศึกษาของลูก
  3. เครือข่ายคอนเนคชันทางสังคมและธุรกิจ

ส่วนอีก 20% ของ Gen X ที่ไม่มีความกังวล กลับมองว่าวิกฤตินี้คือ ‘โอกาสทอง’ ในการเข้าถึงสินทรัพย์ราคาถูก และความยากลำบากเป็นเพียงเครื่องมือกำจัดคนไร้ประสิทธิภาพออกไปเท่านั้น

Gen Y กังวลว่าจะสร้างอนาคตได้อย่างไร ในระบบที่ไม่เอื้อให้ตนเองเลย

Wisesight กล่าวว่า Gen Y (30-34 ปี) ก็ไม่ได้กังวลเรื่องการอยู่รอดรายวันเช่นกัน แต่กลัวว่าจะไม่สามารถสร้างอนาคต ในระบบที่เอื้อประโยชน์แค่คนรุ่นก่อนมากกว่า

Wisesight เล่าว่า วิธีการดูแลการเงินส่วนตัวของ Gen Y คือการใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ เช่น แอปฯ ติดตามค่าใช้จ่าย, AI วิเคราะห์รูปแบบการใช้จ่าย หรือหารายได้เสริมผ่านช่องทางออนไลน์

ที่สำคัญ Gen Y ก็ยินดีตัดค่าใช้จ่าย ‘ภาระเปลือกนอก’ ไม่ต่างจาก Gen X ด้วยการงดเที่ยวเพื่อถ่ายรูปเฉยๆ เช็กอินร้านอาหารราคาแพง ซื้อ gadget ใดๆ หรือลด subscription ที่ไม่ได้ใช้จริง

กลับกัน ค่าใช้จ่ายที่ Gen Y จะไม่ยอมลดละเลิกเลย แม้สถานการณ์ยากแค่ไหนก็คือ

  1. การศึกษาและการพัฒนาตนเอง
  2. ประกันสุขภาพและ Wellness
  3. การสร้างเครือข่ายอาชีพผ่าน LinkedIn และคอมมูนิตี้ต่างๆ
  4. เงินออมและการลงทุนระยะยาว

ทั้งนี้ ก็ยังมี Gen Y บางส่วนที่มองว่า ความเปราะบางของระบบคือโอกาสในการสร้างธุรกิจใหม่ และคนที่ไม่มีทักษะดิจิทัลหรือ AI เลย จะเสียเปรียบในตลาด

Gen Z ใช้ชีวิตแบบเดือนชนเดือน เงินออมกลายเป็นเรื่องเกินเอื้อม

refinance

สุดท้ายคือ Gen Z (14-29 ปี) ผู้ซึ่งเพิ่งเข้าตลาดแรงงานกันได้ไม่นานมาก และต้องเผชิญความท้าทายที่ต่างจากคนรุ่นก่อนๆ จนหลายคนใช้ชีวิตแบบ ‘เดือนชนเดือน’

Wisesight อธิบายว่า 57% ของ Gen Z มีความกังวลต่อสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันเป็นอย่างมาก เนื่องจากขาดความมั่นคงทางการเงิน แถมค่าครองชีพก็สูงขึ้นเรื่อยๆ สวนทางกับรายได้ ส่งผลให้หลายคนยังต้องพึ่งครอบครัว หรือประกอบหลายอาชีพ เพื่อเอาชีวิตให้รอด ท่ามกลางตลาดแรงงานที่ท้าทาย

ด้วยเหตุนี้ Gen Z บางส่วนจึงมองว่า การวางแผนซื้อบ้าน เกษียณ และการออมเงินรายเดือนจึงเป็นเรื่องที่ไกลเกินเอื้อม ส่งผลให้การมีครอบครัวหรือการลงทุนกลายเป็นแค่ความฝันที่จับต้องยาก

เมื่อต้องลดค่าใช้จ่ายในชีวิต Gen Z จึงเลือกที่จะตัดภาระหนี้ระยะยาวอย่างการผ่อนรถหรือคอนโดไปเลย และเน้นรักษาเงินสดกับสภาพคล่องไว้ให้ได้มากที่สุด เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนของโลกนี้ ต่างจากคนรุ่นก่อนที่มองว่า ‘การครอบครอง’ คือเป้าหมายชีวิต

กลับกัน อีก 43% ที่ไม่มีความกังวลนั้น ก็มีมุมมองไม่ต่างจากพี่ๆ ที่เชื่อว่าวิกฤติคือโอกาส และคนที่ปรับตัวเป็น จะได้เปรียบเสมอ

สุดท้ายนี้ แม้คนไทยบางส่วนจะไม่มีความกังวลเลยก็จริง แต่นั่นถือเป็นส่วนน้อยเท่านั้น เพราะหลายคนยังคงมีความกังวลต่อสภาพเศรษฐกิจบ้านเมืองที่ส่งผลกระทบกับชีวิตประจำวันและอนาคตของพวกเขา

บางที มันอาจถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลควรทำอะไรสักอย่างเพื่อคลายความกังวลให้พี่น้องชาวไทยบ้าง เพราะการที่คนเราต้องใช้ชีวิตด้วยความกังวลในทุกวันเช่นนี้ อาจไม่ใช่เรื่องที่ดีต่อประเทศชาติเท่าไร

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา