อย่างน้อยก็ไม่ใช้ AI ‘Niu Lai’ อนิเมชันสุดกาก จากประเทศจีน ลายเส้นแย่ พล็อตก็งงๆ แต่กวาดรายได้ทะลุ 80 ล้าน เพราะคนเห็นค่าฝีมือมนุษย์ หรือแค่ห่วยมาก จนต้องมาดู?

“ศิลปะที่ห่วย ยังดีกว่าผลงานจาก AI” – ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต 2026

niu lai

ในยุคที่บริษัทยักษ์ใหญ่ต่างพากันสรรเสริญ AI ขณะที่ผู้คนก็ใช้ปัญญาประดิษฐ์แบบไม่ลืมหูลืมตา เราอาจต้องย้อนกลับมาตั้งคำถามว่า สังคมกำลังละทิ้งคุณค่างานศิลป์และความสามารถของสมองมนุษย์หรือเปล่า?

ดูเหมือนวันนี้ มวลมนุษยชาติอาจเริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์แล้ว เพราะ ‘Niu Lai’ อนิเมชันฝีมือสองแม่ลูกชาวจีน สามารถทำรายได้มากถึง 84 ล้านบาท แม้จะกากมาก แถมยังฉายชนโรงกับ The Odyssey และ Spider-Man Brand New Day ก็ตาม

Niu Lai เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับลูกวัวตัวหนึ่งที่มีความฝัน โดยมีผองเพื่อนสัตว์มาทำให้เขาเรียนรู้เรื่องความรัก ความกล้าหาญ ความหมั่นเพียร และการเสียสละ

จุดเด่นของภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ความสนุก แต่เป็นลายเส้น การเคลื่อนไหวของตัวละคร กับเทคนิคการเล่าเรื่องที่ผู้ชมบอกว่ามันงงและกากมากๆ 

ด้วยความก๊องแก๊งของ Niu Lai แถมยังเป็นผลงานจากผู้สร้างโนเนม ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงสามารถทำเงินได้แค่ 49,000 บาทใน 10 วันแรกหลังเข้าฉาย แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เพราะความกากนี่ล่ะ คนเลยเอาไปพูดกันปากต่อปาก จนเกิดเป็นกระแส ทำให้ล่าสุด คาดว่าจะสามารถทำรายได้ทะลุ 90 ล้านบาท ภายใน 30 วันหลังเข้าโรงแล้ว

ห่วยมากๆ จนต้องซื้อตั๋วมาดู

Niu Lai
ภาพจาก X: @shanghaidaily

สำนักข่าวท้องถิ่นในเฉิงตูเผยว่า Niu Lai เป็นผลงานที่เกิดจากฝีมือของ ‘Xin Yumeng’ และแม่ของเขา ‘Sun Lifan’ โดยทั้งคู่ใช้เวลาถึง 5 ปีกว่าจะรังสรรค์อนิเมชันเรื่องนี้ออกมาสำเร็จ

Niu Lai เป็นอนิเมชันต้นทุนต่ำ (มาก) เพราะทีมงานมีแค่สองแม่ลูก แถมโปสเตอร์โปรโมตยังเป็นภาพวาดมือที่ไม่มีการระบายสีใดๆ กับสโลแกนที่เขียนเองว่า “มาดูสิถ้าคุณชอบความประหลาด” และ “ไม่มีการคืนเงิน”

แน่นอนว่าในยุคสมัยนี้ ชาวเน็ตทั่วโลกก็ติดปั่นกันอยู่แล้ว ดังนั้น พอเห็นว่ามีอนิเมชันทุนต่ำที่กากมากๆ เข้าโรง พวกเขาจึงอยากลองเข้าไปดูให้เห็นกับตาสักครั้ง และออกมารีวิวด้วยถ้อยคำติดตลกเช่น เป็นหนังที่นักลงทุนควรมาดู, เอาไปเลย 9 เต็ม 10 หรือแนะนำให้ชมเป็นอย่างมาก

‘Du Ming Xi’ นักศึกษาวัย 19 ปีจากเซี่ยงไฮ้ให้สัมภาษณ์ว่า แค่ตั้งใจมาดูปั่นๆ เฉยๆ ซึ่งถ้าคนอื่นมาถามว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นอย่างไร เขาจะตอบว่า มันดีมากและควรค่าแก่การดู แถมยังหลอกเพื่อนมาดูสำเร็จถึงสองคน

บางคนอาจมองว่าถ้าหนังมันห่วยขนาดนี้ จะไปสนับสนุนทำไม? แต่ในมุมของ Du แล้ว ความห่วยนี่ล่ะคือความฮา พร้อมยกตัวอย่างศัพท์ยอดฮิตในหมู่ Gen Alpha กับ Gen Z ทั่วโลกอย่าง “67” ว่า แม้มันจะดูไม่มีเหตุผลให้ขำอะไร แต่หลายคนกลับยังมองว่ามันตลก ใช่ไหมล่ะ?

ขณะเดียวกัน ผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียท่านหนึ่งก็บอกว่า “คุณอาจจะรู้สึกเสียดายเวลา 80 นาทีที่เสียไป แต่ถ้าคุณไม่ดูมัน คุณจะเสียดายไปตลอดชีวิต”

งานห่วยๆ ที่เกิดจากความตั้งใจ vs. นวัตกรรมล้ำสมัยที่ไม่ได้มาจากสมองคน?

AI work

เมื่อมีคนสนับสนุนแล้ว ก็ต้องมีคนออกมาต่อต้าน เพราะในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักข่าวแห่งหนึ่งในปักกิ่งออกมาเตือนว่า หากโรงภาพยนตร์ยังฉายผลงานห่วยๆ และลดมาตรฐานของตนเองต่อไปเช่นนี้ อาจสูญเสียความเชื่อมั่นจากผู้ชมได้

สำนักข่าวดังกล่าวยังบอกว่า Niu Lai ได้เข้ามาลดบาร์ความคาดหวังของผู้ชมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และโรงภาพยนตร์ที่ดีควรทำหน้าที่คัดกรองสื่อให้ผู้ชม ด้วยการไม่เอาภาพยนตร์ห่วยๆ เข้ามาฉาย

เอาจริงๆ หากมาดูฝั่งไทยเอง เวลามีภาพยนตร์ทุนต่ำฉายในโรง ชาวเน็ตก็เอาไปล้อเลียนกันบ่อยครั้ง แต่จุดต่างคือ หนังเหล่านั้นมักไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากคนส่วนมากไม่อยากเสียเงินให้กับผลงานที่ตนเองรู้สึกไม่คุ้ม

กลับกัน หากมองในมุมของความพยายามที่แม้จะขาดทุนทรัพย์กับเครื่องไม้เครื่องมือขนาดไหน สองแม่ลูกก็ยังบากบั่นทำ Niu Lai ออกมาสำเร็จ ทำให้ผู้ใช้งานบนโลกออนไลน์หลายคนชื่นชมว่า นี่คือ “งานคราฟต์”

แม้ Niu Lai จะดูเหมือนอนิเมชันที่ทำออกมาเพื่อดูถูกคนดู แต่อย่างน้อยๆ มันก็มาจากความตั้งใจจริง ซึ่งหากมองมาที่สภาพสังคมปัจจุบัน การที่หลายคนหันมาเสพคอนเทนต์ AI อย่างละครผลไม้ และซีรีส์แนวตั้ง นี่ไม่ถือเป็นการดูถูกสติปัญญามนุษย์ยิ่งกว่าหรือ?

หากสังคมสามารถชื่นชมผลงานที่ AI เสกได้ภายในไม่กี่วินาที แล้วทำไมเราถึงจะชื่นชมผลงานห่วยๆ จากฝีมือมนุษย์ที่ใช้เวลาคราฟต์ถึง 5 ปีบ้างไม่ได้?

ละครสั้น AI อาจไม่ต้องเสียเงินเพื่อดูก็จริง แต่ถ้าผลงานฝีมือมนุษย์ไม่ได้รับการสนับสนุน เช่นนี้ ในอนาคต เราอาจเหลือพื้นที่ให้แค่สตูดิโอเบอร์ใหญ่กับผู้กำกับ AI หรือเปล่า?

ที่มา: BBC, South China Morning Post, NBC News

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา