ศิริกัญญา ซัด ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ หว่านแหแจกเงิน จี้ ตั้งกมธ.สอบเงินกู้ 4 แสนล้าน หวั่นสภาถูกตัดตอน

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงกรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติโครงการไทยช่วยไทยพลัสโดยใช้เงินกู้จากพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ภายใต้วงเงิน 1.75 แสนล้านบาท เพื่อเยียวยาค่าครองชีพประชาชนรวมกว่า 43 ล้านคน เป็นระยะเวลา 4 เดือน ว่า การที่ ครม.อนุมัติโครงการใช้เงินกู้โครงการแรกไทยช่วยไทยพลัสรวดเดียว 1.57 แสนล้าน โดยแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ 1.ช่วยกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะผู้มีรายได้จากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ให้เพิ่ม 700 บาท จากเดิม 300 บาท รวมเป็นเดือนละ 1,000 บาท 4 เดือน พร้อมสั่งให้ไปศึกษาเพื่อให้มีการลงทะเบียนเพิ่มเติม และ 2.ช่วยคนชั้นกลาง มนุษย์เงินเดือน ช่วยประชาชนคนที่มีกำลังซื้อน้อย ประชาชนจ่าย 40% รัฐบาลช่วยจ่าย 60% ช่วยบรรเทาค่าใช้จ่าย ให้ 1,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน เป้าหมายคือบรรเทาค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

น.ส.ศิริกัญญา ระบุต่อว่า ทั้งนี้ สำหรับกลุ่มแรกคนมีรายได้น้อยจริงได้ช่วยเหลือเดือนละ 700 บาท ใช้เงินราว 3.7 หมื่นล้านบาท และ กลุ่มสอง ลูกผสมจนบ้างไม่บ้าง แล้วแต่ใครมือไวกดก่อนได้ก่อน กลับได้เงินช่วยเหลือมากกว่า เดือนละ 1,000 บาท ใช้เงินราว 1.2 แสนล้านบาท ช่างเป็นนโยบายที่ย้อนแย้งกับหลักการที่รัฐบาลพร่ำพูดว่าจะช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า ส่วนรายละเอียดว่าจะแบ่งเป็นกี่เฟส มีให้ลงทะเบียนใหม่ เพื่อเปิดโอกาสให้คนที่ตกหล่นหรือไม่ ยังไม่ชัด แต่บัตรสวัสดิการอาจมีลงทะเบียนเพิ่มเติม แล้วหากหันมาดูเศรษฐกิจไทย สภาพัฒน์ประกาศตัวเลข GDP 3 เดือนแรกโตถึง 2.8% ส่วนทั้งปี 2569 โต 2% แต่เงินในกระเป๋ากลับไม่โตเหมือน GDP แบงก์ชาติคาดการณ์ว่า ปีนี้เงินในกระเป๋าคนไทยแทบไม่โต สวนทางกับค่าครองชีพ

น.ส.ศิริกัญญา ระบุอีกว่า นอกจากรายได้จะไม่โตแถมยังลดลงในปีนี้ หดตัว 0.3% ซ้ำร้ายที่สุดคือ เกษตรกรที่รายได้ลดลงถึง 8.5% ส่วนกลุ่มแรงงานนอกระบบ ฟรีแลนซ์ พ่อค้าแม่ขาย -0.3% กลุ่มลูกจ้างเรียกได้ว่ารายได้ไม่เพิ่ม โต 0.9% ช่างสวนทางกับค่าครองชีพ ขณะที่เงินเฟ้อคือเครื่องวัดที่คนไทยน่าจะคุ้นเคย เดือนเมษายน ขยับเพิ่ม 2.9% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ซึ่งอาจจะไม่น่าตกใจเท่าไหร่ อีกตัวที่คนทั่วไปอาจจะไม่คุ้นเคยคือ ดัชนีราคาผู้ผลิต หรือ เงินเฟ้อของต้นทุนคนขายของ หรือผู้ประกอบการ ขยายตัวสูงถึง 9.1% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ไม่ใช่แค่ราคาน้ำมัน แต่รวมถึงราคาพลาสติก เหล็ก อลูมิเนียมที่ขยับขึ้นตามน้ำมัน นั่นหมายความว่า ผู้ประกอบการ พ่อค้าแม่ค้า เจอกับต้นทุนข้าวของวัตถุดิบขึ้นราคามาเกือบ 10% แต่ยังไม่ได้ขึ้นราคาขายในทันที เพราะขึ้นไปก็ขายไม่ออก คนไม่ซื้อ จึงต้องแบกไว้ก่อน แต่เมื่อไหร่ที่แบกไม่ไหวก็คงต้องทยอยปรับราคาขึ้น และแรงกดดันฝั่งต้นทุนจะอยู่ที่ระดับใกล้ 10% นี้ไปตลอดทั้งปี จนกว่าวิกฤตพลังงานจะคลี่คลาย

น.ส.ศิริกัญญา ระบุอีกว่า สอดคล้องกับการสำรวจภาคธุรกิจของแบงก์ชาติ ที่บอกว่าอีก 3 เดือนข้างหน้า ผู้ประกอบการกว่า 60% จะขึ้นราคาสินค้าแน่แล้ว โดยส่วนใหญ่จะปรับขึ้นไม่เกิน 20% และนี่คือผลกระทบระลอกสองที่ต้นทุนพลังงานส่งผลต่อราคาวัตถุดิบ แล้วส่งผ่านไปที่ราคาสินค้าและบริการต่อเนื่อง ไม่น่าแปลกใจ ที่ผู้ว่าแบงก์ชาติเผยว่า เราอาจจะเจอเงินเฟ้อของฝั่งผู้บริโภคขึ้นไปสูง 5-6% ในปีนี้ ด้วยสถานการณ์เศรษฐกิจที่เป็นแบบนี้ ถึง GDP จะยังโตได้ 2% แต่จะแย้งกับความรู้สึกของประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศที่กำลังเดือดร้อนหนักอย่างแน่นอน สถานการณ์เศรษฐกิจแบบนี้ ควรเยียวยาแบบใด เราไม่ติดใจเมื่อรัฐบาลต้องหาเงินมาเยียวยาประชาชน ในเมื่องบกลาง เงินสำรองจ่ายแทบไม่เหลือ โอนงบไม่มีทางได้เป็นกอบเป็นกำ เพราะใกล้ปิดปีงบประมาณแล้ว พ.ร.บ.งบปี 70 ยังต้องรออีก 5 เดือน การกู้จึงเป็นทางออกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่วนที่ยังต้องตั้งคำถามคือวิธีการ ที่จริงแล้ว รัฐบาลสามารถลดภาษีสรรพสามิตเพื่อชะลอราคาน้ำมันไม่ให้สูงเร็วได้ แต่ไม่ทำ อ้างว่าจะเป็นการหว่านแห ช่วยทุกคนที่ใช้รถ แต่กลับแจกคนละครึ่งแบบหว่านแหเกือบถ้วนหน้าเยียวยาแบบสุ่มให้คน 30 ล้านคน

“ในทางกลับกัน ถ้าดูจากกลุ่มที่จะเดือดร้อนหนัก ก็ควรต้องช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรที่รายได้หายไป 8.5% กลับไม่มีมาตรการเยียวยาเฉพาะกลุ่ม ที่เหมาะกับกลุ่มเกษตรกรที่ต้องรับภาระต้นทุนในการทำมาหากิน นอกเหนือไปจากคนละครึ่ง ที่แน่ๆ ก็คือ ค่าครองชีพยังจะขึ้นสูงต่อเนื่องไปอีกระยะ ทั้งจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่ม และยังมี “ระลอกสอง” จากต้นทุนพลังงานส่งผ่านไปที่วัตถุดิบตัวอื่นๆ ส่งผลให้ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นอีกต่อ และหากสุดท้ายขึ้นราคาไปแล้ว ลูกค้าหนี ก็อาจจะมีร้านค้า โรงงานปิดกิจการ โรงงานลดการผลิต และลดจำนวนชั่วโมงทำงาน

Advertisement

ดังนั้น เราจึงควรตุนกระสุนเอาไว้ เผื่อว่าเหตุการณ์ยืดเยื้อกว่าที่คิด อาจต้องสำรองไว้พยุงการจ้างงาน ไม่ใช่ยิงหมดแม็ก เทหมดหน้าตัก ในเวลา 4 เดือน สิ่งเหล่านี้ควรได้มีการถกเถียง อภิปรายอย่างรอบคอบในสภา หากเป็นการใช้งบประมาณผ่าน พ.ร.บ.ตามปกติ แต่พอเป็น พ.ร.ก. กับกลายเป็นว่ากระบวนการตรวจสอบในสภาถูกตัดตอนไป หวังว่า สภาจะยอมให้ตั้งกมธ.วิสามัญเพื่อติดตามตรวจสอบการใช้เงินกู้ ตามที่พรรคประชาชนยื่นญัตติคู่ขนานไปกับฝ่ายบริหารเพื่อให้มั่นใจว่าเงินภาษีประชาชนจะถูกใช้อย่างคุ้มค่า“ น.ส.ศิริกัญญา ระบุ