
เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม นายปิยรัฐ จงเทพ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ภายหลังได้รับการประกันตัวด้วยวงเงิน 3 แสนบาท จากกรณีศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ จำคุก 3 ปี ไม่รอลงอาญาคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ กรณีถูกกล่าวหาว่าร่วมกับพวก ติดตั้งป้ายวิจารณ์การผูกขาดวัคซีนโควิด ริมถนนใน จ.กาฬสินธุ์ และโพสต์ภาพป้ายในเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2564 ว่าผู้พิพากษาในชั้นศาลอุทธรณ์ที่มาอ่านคำพิพากษานั้นเป็นผู้พิพากษาเวรรักษาการ ทำหน้าที่อ่านคำพิพากษาอย่างเดียว ไม่ใช่ผู้พิพากษาเจ้าของคดี ทำให้มีการอ่านเฉพาะสรุปคำพิพากษาเท่านั้น
นายปิยรัฐกล่าวต่อว่า ภาพรวมของศาลไม่ได้มีท่าทีอะไรเป็นพิเศษ ท่านอ่านย่อๆ เพราะว่าท่านไม่ต้องการอ่านรายละเอียด ศาลอ่านย่อ 3 บรรทัดสุดท้าย ได้ใจความว่าการที่โจทก์นำพยานสืบในชั้นศาลชั้นต้นมีน้ำหนักและเพียงพอแล้ว สำหรับให้ศาลอุทธรณ์เห็นว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิดด้วยตัวเอง ตนก็แปลกใจเหมือนกันว่าศาลอุทธรณ์ไม่ได้มองในมุมที่ว่าตนไม่มีโอกาสได้ให้การเลยในชั้นสืบพยาน เพราะศาลชั้นต้นมองว่าพยานไม่มีน้ำหนักและฟังไม่ขึ้น เลยไม่ให้เสียเวลาในการสืบพยานต่อ จึงตัดพยานจำเลยออกไป
“จึงงงว่าปกติแล้วถ้าศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษาลักษณะแบบนี้ ท่านต้องให้คำสั่งลงมาให้ศาลชั้นต้นกลับไปสืบพยานจำเลยอีกรอบหนึ่ง เพื่อรับฟังความทั้ง 2 ฝ่ายให้สิ้นกระแสความสงสัย ก็ไม่ทราบเพราะเหตุอะไร ศาลจึงกล้าตัดสินแบบนี้ ถือว่าเป็นคดีสำคัญ เพราะเป็นอนาคตทางการเมืองของผม จึงไม่รู้ว่าเหตุผลจริงๆ ที่ลงรายละเอียดเป็นอย่างไร ปัจจุบันทำเรื่องคัดถ่ายสำเนาคำพิพากษาอยู่ เพื่อดูรายละเอียด” นายปิยรัฐกล่าว
เมื่อถามว่า จริงๆ ไม่ได้มีเจตนาตามข้อกล่าวหาใช่หรือไม่ หรือเมื่อเวลาดังกล่าวโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กลักษณะไหน พอจำได้หรือไม่ นายปิยรัฐกล่าวว่า ยืนยันและสู้แบบนี้ต่อศาลว่า ตนไม่ได้อยู่ ไม่ได้ทำ ไม่ได้ปฏิบัติการนี้ แต่ที่ศาลอาญา (ชั้นต้น) ยกฟ้อง เพราะเชื่อว่าตนไม่ได้ทำ แต่เฟซบุ๊กแฟนเพจ WeVo มีแอดมิน 5 คน ศาลชั้นต้นชี้ว่า เรื่องนี้พิสูจน์ไม่ได้ว่าตนโพสต์ เพราะไม่ได้เป็น 1 ใน 5 แอดมินดูแลเพจดังกล่าว ขณะเดียวกันตอนตนติดคุกอยู่ เพจพวกนี้ก็ยังโพสต์ได้ นั่นทำให้ศาลชั้นต้นยกฟ้อง โจทก์นำสืบไม่ได้ว่าตนโพสต์
นายปิยรัฐกล่าวอีกว่า แต่อันนี้คือโจทก์เห็นรถตน กับรถแม่ที่ จ.กาฬสินธุ์ วิ่งผ่านจุดเกิดเหตุเท่านั้นเอง นี่คือหลักฐานที่มี หลักฐานมีแค่นี้ แล้วโจทก์ไม่สามารถตอบได้ว่าตนอยู่ไหนในวันนั้น แล้วขับผ่านเพราะตนขับหรือใครขับ จึงเลยบอกว่าวันนั้นอยู่ไหน รถ 2 คันนี้ใครขับ ไปดูว่าตนมีรถทั้งหมดกี่คัน เป็นประเด็นใช่หรือไม่ ตนมีรถตั้ง 7 คัน อยู่ กทม. 5 คัน อยู่กาฬสินธุ์ 2 คัน ไม่แปลกที่จะวิ่งในกาฬสินธุ์ แล้วถ้าคุณลองดูการเคลื่อนไหวช่วงที่ผ่านมาปี 2563-2564 ที่มันคุกรุ่น สมาชิก WeVo ทั่วประเทศมีกี่คน แล้วตนสั่งห้าม หรือใครทำอะไร จะรู้เหรอ นี่คือสิ่งที่กำลังต่อสู้
เมื่อถามย้ำว่า หมายถึงไม่ได้กระทำการตามข้อกล่าวหา แต่ไม่รู้ว่าใครเป็นคนโพสต์ในเพจดังกล่าวใช่หรือไม่ นายปิยรัฐกล่าวว่า ใช่ ยืนยันตามศาลชั้นต้น ย้อนคำพิพากษาดูได้เลย ศาลบอกว่าจะลงโทษตนไม่ได้ เพราะโจทก์เองให้การต่อศาลว่า เพจ WeVo เป็นเพจสาธารณะ มีแอดมิน 5 คน ก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร ตนก็แปลกใจว่า ทำไมการอุทธรณ์มีหลักฐานแค่นี้ จึงกลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น เพราะเป็นเรื่องใหญ่มาก
เมื่อถามว่า ไม่ชัดว่าศาลใช้เหตุผลอะไรในการกลับคำพิพากษา จะสื่อสารและจะต่อสู้อย่างไรในชั้นฎีกา นายปิยรัฐกล่าวว่า ถามว่าชัดหรือไม่กับคำแย้งของศาลอุทธรณ์ คิดว่าชัดแล้วในเชิงหลักการ คือศาลอุทธรณ์วางหลักว่าเท่านี้ฟังขึ้นแล้ว หลักฐานแค่นี้ฟังขึ้นแล้ว นี่คือหลักการศาลอุทธรณ์ เมื่อบอกว่าหลักฐานฟังขึ้นแล้ว ไม่ใช่ตามที่ศาลชั้นต้นว่าในชั้นฎีกาจึงต้องสู้ในหลักการว่าเมื่อศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ไม่ได้เป็นผู้นั่งสืบพยาน ไม่ได้เห็นบรรยากาศ ไม่ได้เห็นแววตา ไม่ได้เห็นสิ่งที่ศาลชั้นต้นเห็น ควรให้โอกาสจำเลยขอให้มีการสั่งสืบพยานใหม่ โดยเฉพาะฝั่งจำเลย เพราะจำเลยไม่มีโอกาสได้สืบพยานเลยแม้แต่นัดเดียว โดยตนจะนำพยานหลักฐานไปนำสืบว่าวันนั้นอยู่ที่ไหน ไปทำอะไรอยู่ ไปแสดงต่อศาล
เมื่อถามว่า คดีนี้คาดว่าใช้เวลาอีกนานแค่ไหน นายปิยรัฐกล่าวว่า คิดว่าน่าจะประมาณ 1 ปี ถึง 1 ปีครึ่ง หรือถ้าหากมีการยื้อเกิดขึ้น คาดว่าไม่น่าเกิน 2 ปี
เมื่อถามถึงกรณีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน และ นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าฝ่ายกฎหมายของพรรคประชาชน บอกว่าคำพิพากษาคดีนี้มีปัญหาในหลายจุด อยากให้ยืนยันหลักการ การแสดงความเห็นทางการเมืองในมุมที่อยากสื่อสารกับสังคม โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับมาตรา 112 นายปิยรัฐกล่าวว่า จะนำชี้แจงในเฟซบุ๊กใน 1-2 วันนี้ แต่อธิบายสั้นๆ แบบนี้ว่า หลักการของตนคือต่อสู้คดีมาด้วยความเผชิญหน้าโดยไม่ได้หลบลี้หนีหายไปไหน
“ผมน่าจะเป็นคนแทบจะไม่ขอศาลเลื่อนเลย แม้ว่าวันนี้มีการลงมติกฎหมายที่สภา ผมก็ไม่อ้างเลื่อนต่อศาล สู้มาโดยตลอด คิดว่าสู้ในหลักการ สู้แบบหัวชนฝา มุทะลุ เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมโดยตลอด จึงตัดสินใจสู้แบบนี้ ตลอด 3 คดีมาตรา 112 ที่ผ่านมาในศาลชั้นต้นยกฟ้องทั้ง 3 คดี จึงเชื่อว่ากระบวนการยุติธรรมพึ่งพาได้” นายปิยรัฐกล่าว
นายปิยรัฐกล่าวต่อว่า แต่วันนี้เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษามาแบบนี้ จึงเริ่มตั้งคำถามแล้วว่าคดีอาญาที่ร่ำเรียนมาตลอด การจำคุกจำเลยสักคดีหนึ่ง หลักฐานต้องหนักแน่นปานขุนเขา ถึงจะเอาคนติดคุกได้ หากยังสงสัยในพยานหลักฐานอยู่ ต้องยกประโยชน์ให้จำเลยทั้งหมด ศาลชั้นต้นวางหลักมาถูกต้อง ตนเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมถึงสู้ แต่ถ้าอุทธรณ์บอกเท่านี้ฟังได้แล้ว จบ พอ จำเลยไม่ต้องสืบพยานอีก
“คิดว่าแบบนี้ความศรัทธาต่อกระบวนการยุติธรรมมีปัญหา เป็นการรับน้องในฐานะ กมธ.กิจการศาลฯ เป็นอย่างถึงที่สุดแล้ว จึงมีโอกาสได้ศึกษาดูงาน พลิกโผแบบนี้ ผมยังไม่เชื่อเลย จริงๆ จะได้ประกันตั้งแต่ 11.00 น.แล้ว จึงต้องหาเงินประกันอยู่ เพราะไม่คิดว่าศาลจะกลับคำพิพากษาได้จำคุก ทำให้กว่าจะได้ประกัน” นายปิยรัฐกล่าว




