
คนโสดใช้เงินเปย์ตัวเองมากกว่าคนมีคู่ เพราะชีวิตมีอิสระ ตามใจตัวเองได้เต็มที่ ดันธุรกิจเพื่อคนโสดขยายตัวตาม
วิจัยกรุงศรี ได้ชี้ว่าพฤติกรรมการใช้จ่ายที่แตกต่างกัน รวมถึงอัตราการเกิด และการเข้าสู่สังคมสูงวัยสมบูรณ์ กำลังนำไปสู่การขยายตัวของ ‘เศรษฐกิจคนโสด’ ที่เปลี่ยนแปลงรูปแบบของการทำธุรกิจ
ก่อนที่เราจะพูดถึงว่าเศรษฐกิจคนโสดคืออะไร อยากชวนมาดูแนวโน้มการใช้จ่ายที่แตกต่างกันระหว่างคนโสดและคนมีคู่กันก่อน โดยวิจัยกรุงศรีได้ทำการสำรวจความคิดเห็นผ่านคนเมือง 2,202 คน ที่มีอายุ 24 ปีขึ้นไป
ในเรื่องของการใช้เงินเพื่อไลฟ์สไตล์ สำหรับคนโสด 21% บอกว่าได้ไปเที่ยวต่างประเทศอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง ขณะที่คนมีครอบครัวมีเพียง 9% เท่านั้น การไปดูคอนเสิร์ตก็เช่นกัน คนโสด 28% ไปดูคอนเสิร์ตอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง มากกว่าคนมีครอบครัวถึง 2.7 เท่า
ด้านการจับจ่ายใช้สอย หรือชอปปิงให้รางวัลตัวเอง เกือบครึ่งของคนโสด (47%) มีโอกาสชอปอย่างน้อยหนึ่งครั้ง หรือคิดเป็นโอกาสที่มากกว่าคนมีคู่ 2 เท่า
ขณะที่ฝั่งของการดูแลสุขภาพและความงาม คนโสดใช้จ่ายด้านฟิตเนส อาหารเสริม และสปา อยู่ที่ราวๆ 8% ของรายได้ เทียบกับคนมีครอบครัวจะอยู่ที่ 5% นอกจากนี้การจ่ายเพื่อหัตถการความงามของคนโสดเทียบกับรายได้ยังอยู่ที่ 4% ซึ่งมากกว่าคนมีครอบครัวเช่นกัน
ในรายงานนี้ยังได้ตั้งเหตุการณ์สมมติ ว่าหากได้เงินมา 1 ล้านบาทจะใช้ทำอะไร คำตอบที่ได้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยคนโสดส่วนใหญ่มองว่าอยากนำเงินไปลงทุน ขณะที่คนมีครอบครัวขอเลือกใช้หนี้ก่อนเป็นอย่างแรก สะท้อนถึงภาระที่ต้องแบกรับในชีวิตที่แตกต่างกัน

โสดด้วยความสามารถ หรือโสดด้วยการเลือกของตนเอง ไม่ว่าจะแบบไหนก็ย้ำให้เห็นว่าแนวโน้มอัตราการเกิดของไทยยังคงน่าเป็นห่วง
ในบรรดาผู้ตอบแบบสอบถามพบว่า ‘คนโสด’ คือกลุ่มที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งได้ให้เหตุผลของการโสดเอาไว้ว่า เป็นเพราะยังไม่เจอคนที่ใช่ (41%) ขณะที่อีกส่วนบอกว่าเลือกที่จะโสด เพราะยังรักอิสระ ไม่ชอบการผูกมัด (28.8%)
และจากจำนวนทั้งหมด มีเพียง 1% เท่านั้นที่มองว่าการโสดไม่มีข้อดีเลยสักอย่าง
แต่ถ้าถามว่าโสดแล้วดีกว่าจริงไหม สำหรับคนโสดเองก็มีข้อที่กังวลใจอยู่บ้าง เช่น ไม่มีคนดูแลยามเจ็บป่วย (44%) ขาดที่ปรึกษาส่วนตัว (37%) และความเหงา (33%)
แต่ที่ต้องจับตาคือคนส่วนใหญ่ยังยืนยันว่าไม่คิดที่จะมีลูก ไม่ว่าตนเองจะโสดหรือไม่ก็ตาม สำหรับกลุ่มวัยสร้างตัว อายุ 24-39 ปี เป็นวัยที่พร้อมสำหรับการสร้างครอบครัว แต่ 32% ยืนยันว่าไม่คิดที่จะมีลูก อีก 27% ระบุว่ายังไม่แน่ใจ ขณะที่มีเพียง 19% เท่านั้นที่ตั้งใจจะมีลูกในอนาคต
นอกจากนี้ผู้หญิงยังมีแนวคิดที่ตั้งใจว่าไม่อยากมีลูกมากกว่าผู้ชายอีกด้วย โดยผู้หญิงคิดเป็น 38% ขณะที่ผู้ชายอยู่ที่ 29% เท่านั้น
ตัวเลขที่แสดงให้เห็นยิ่งตอกย้ำเรื่องวิกฤตการเกิดของคนไทย ที่มีอัตราการเกิดน้อยกว่าการตายติดต่อกันมาเป็นปีที่ 5 และยังไม่มีทีท่าว่าตัวเลขการเกิดจะเพิ่มขึ้น แม้เกือบครึ่งจะยังรอเจอคนที่ใช่ แต่ก็มีอีกจำนวนไม่น้อยที่มีความสุขดีกับการโสด

เมื่อคนไม่อยากมีลูก แถมกลุ่มใหญ่ยังเป็นคนโสดไม่มีครอบครัว วิจัยกรุงศรีจึงมองว่าสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไปนั่นก็คือ ‘เศรษฐกิจคนโสด’ ที่เริ่มขยายตัวเต็มรูปแบบ
แนวโน้มนี้กำลังบอกว่าถึงเวลาแล้วที่ธุรกิจทั้งหลายต้องปรับตัวสู่เศรษฐกิจแบบ 3S (Single-Solo-Silver) หรือก็คือ คนที่อยู่คนเดียว โสด และก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย
ทำให้การออกแบบสินค้าและบริการต้องตอบโจทย์คนกลุ่มนี้ที่กำลังขยายตัวขึ้น โดยต้องมีความคล่องตัวในการใช้งาน และสามารถพึ่งพาตนเองได้
สินค้าและบริการที่คนกลุ่มนี้ให้ความสนใจ กลายเป็นสินค้าประเภทการเงินที่สามารถรองรับไลฟ์สไตล์แบบทำคนเดียวได้ ไปจนถึงบริการดูแลคนป่วย หรือบริการการท่องเที่ยวสำหรับคนโสด
วิจัยกรุงศรียังได้คาดการณ์กลุ่มธุรกิจที่จะเติบโตอย่างก้าวกระโดดในอนาคต นั่นก็คือบริการด้านสุขภาพและความงาม ที่พักที่มีความสะดวกสบายหรือ Smart Home ไปจนถึงบริการจัดการมรดกและทรัพย์สิน
นอกจากนี้สังคมคนโสดยังให้นิยามใหม่ของคำว่า ‘ผู้รับมรดก’ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ที่มีสายเลือดเดียวกันหรือเครือญาติ แต่มีแนวโน้มที่จะเลือกบริจาคเพื่อการกุศลมากกว่าคนมีครอบครัวถึง 4.6 เท่า
สุดท้ายนี้อัตราการเกิดที่ต่ำติดอันดับโลกของประเทศไทยไม่ได้เป็นปัญหาแค่ของรัฐหรือตลาดแรงงานในประเทศ แต่รูปแบบของสินค้าและบริการก็กำลังเปลี่ยนแปลงไปด้วย
การจูงใจให้คนหันมามีลูก อาจไม่ใช่เรื่องที่สามารถเปลี่ยนได้ในเวลาอันสั้น แต่สิ่งที่ภาคธุรกิจยังทำได้ ก็คือการตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนกลุ่มนี้ให้ได้มากที่สุด เพราะในอนาคตกลุ่มคนโสดเหล่านี้อาจกลายมาเป็นกำลังซื้อที่ธุรกิจไม่อาจมองข้ามได้อีก
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา




