
องค์การอนามัยโลก (WHO) เปิดเผยว่าอาจต้องใช้เวลานานถึง 9 เดือนกว่าจะมีวัคซีนที่พร้อมใช้งานสำหรับไวรัสอีโบลา สายพันธุ์บุนดิบูเกียว ขณะที่ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากไวรัสอีโบลาที่กำลังแพร่ระบาดในประเทศคองโกและยูกันดาเพิ่มขึ้นเป็น 139 คนแล้ว ขณะที่มีเคสต้องสงสัยอีกประมาณ 600 คน
จนถึงตอนนี้ยังไม่มีวัคซีนเพื่อไวรัสอีโบลา สายพันธุ์บุนดิบูเกียว และวัคซีนที่สามารถใช้งานได้ตอนนี้คือวัคซีนเพื่อใช้ป้องกันสายพันธุ์ซาอีร์ ดร.วาซี มูร์ตี ที่ปรึกษาของ WHO เปิดเผยเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคมว่า วัคซีนตัวหนึ่งที่กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาจะมีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับวัคซีนเพียงตัวเดียวที่สามารถป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสอีโบลา สายพันธุ์ซาอีร์ แต่อาจต้องใช้เวลาอีกระหว่าง 6 – 9 เดือนกว่าที่วัคซีนดังกล่าวจะพร้อมใช้งาน
นอกจากนั้นยังมีวัคซีนอีกตัวหนึ่งที่ใช้แพลตฟอร์มเดียวกับวัคซีนไวรัสโควิด-19 ของ AstraZeneca แต่วัคซีนทั้งสองตัวยังไม่เคยทำการทดลองทางการแพทย์ ซึ่งต้องติดตามต่อไปว่าผลการทดลองในสัตว์มีผลตอบรับที่ดีหรือไม่ เพราะจะเป็นตัวชี้วัดว่าจะเป็นวัคซีนที่มีประสิทธิภาพในการใช้กับไวรัสอีโบลาสายพันธุ์บุนดิบูเกียวหรือไม่
ด้านนายเท็ดรอส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่ WHO ออกมาตอบโต้เสียงวิจารณ์ของสหรัฐอเมริกาว่าตรวจพบการแพร่ระบาดช้าเกินไป โดยบอกว่าความเห็นดังกล่าวอาจมาจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน กีบรีเยซุสยังระบุด้วยว่ามีการยืนยันการพบผู้ติดเชื้อไวรัสอีโบลาในประเทศคองโกแล้ว 51 คน และพบผู้ติดเชื้อ 2 คนในประเทศยูกันดา
เจ้าหน้าที่การแพทย์ในคองโกออกมาพูดถึงปัญหาจำนวนผู้ป่วยที่มากเกินกว่าที่ศูนย์การแพทย์บางแห่งจะรองรับได้ และแม้ว่าอุปกรณ์ป้องกันเชื้อจะเริ่มส่งมาถึงศูนย์การแพทย์แล้ว แต่เจ้าหน้าที่บางคนก็ยังไม่มีเครื่องป้องกันเชื้อที่เพียงพอ ด้านรัฐบาลอังกฤษประกาศว่าจะมอบเงินช่วยเหลือ 20 ล้านปอนด์เพื่อเป็นงบประมาณในการควบคุมการแพร่ระบาด โดยเงินจำนวนนี้จะมอบให้กับเจ้าหน้าที่การแพทย์ด่านหน้า พัฒนาการควบคุมการแพร่ระบาด และการเฝ้าระวังโรค
ด้านประเทศแอฟริกาใต้ยังให้คำมั่นว่าจะมอบเงินช่วยเหลือ 2.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับควบคุมการแพร่ระบาด ส่วนรัฐบาลสหรัฐจะมอบเงิน 13 ล้านดอลลาร์เพื่อวัตถุประสงค์เดียวกัน และจะเปิดคลินิค 50 แห่งเพื่อใช้รักษาผู้ป่วยอิโบลา
เจ้าหน้าที่ของ WHO กล่าวว่ากำลังสอบสวนว่าการแพร่ระบาดครั้งนี้มีมานานแค่ไหนแล้ว โดยพบรายงานผู้เสียชีวิตคนแรกในวันที่ 20 เมษายน แต่คาดว่าเชื้อแพร่ระบาดออกไปในงานที่มีคนรวมตัวอยู่จำนวนมาก เช่น งานศพหรือในโรงพยาบาล นอกจากนั้นการยืนยันการแพร่ระบาดของสายพันธุ์บุนดิบูเกียวมีความล่าช้าจากการดำเนินงานที่ผิดพลาดของเจ้าหน้าที่การแพทย์ อาทิ ไม่ได้ส่งตัวอย่างเชื้อไปตรวจเพิ่มเติม หลังการตรวจวิเคราะห์เชื้อครั้งแรกไม่พบว่าเป็นสายพันธุ์ซาอีร์ แต่ภารกิจหลักในเวลานี้คือการควบคุมการแพร่ระบาด เพราะยังไม่มียาที่ใช้รักษาผู้ป่วยไวรัสอีโบลาสายพันธุ์บุนดิบูเกียวโดยเฉพาะ




