อรรถสิทธิ์ พานแก้ว | กระทรวงเศรษฐกิจเป็นได้ทุกกระทรวง

กระทรวงเศรษฐกิจ – เวลาคนส่วนใหญ่ประเมินรัฐบาลว่าดีหรือไม่ดี คำถามจริงๆ มักเหลือเพียงเรื่องเดียว คือรัฐบาลทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นได้หรือไม่

ต่อให้รัฐบาลพูดเรื่องการปฏิรูปประเทศ ความมั่นคง การต่างประเทศ หรือรัฐธรรมนูญมากเพียงใด แต่สุดท้ายประชาชนจำนวนมากกลับใช้คำถามง่ายๆ ในชีวิตประจำวันเป็นเครื่องตัดสินทางการเมืองแทน เช่น วันนี้ค่าครองชีพแพงขึ้นไหม เงินเดือนพอใช้หรือไม่ ลูกหลานมีงานทำไหม หรือชีวิตโดยรวมดีกว่าเมื่อสองสามปีก่อนหรือเปล่า

คำถามเหล่านี้ดูเรียบง่าย แต่ในทางรัฐศาสตร์และจิตวิทยาการเมืองกลับถือเป็นกลไกสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในการอธิบายพฤติกรรมผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั่วโลก

ในทางวิชาการ การศึกษาพฤติกรรมการเลือกตั้งพบมานานแล้วว่า ประชาชนมักใช้ “เศรษฐกิจ” เป็นตัวแทนในการประเมินความสามารถของรัฐบาล งานคลาสสิกของ วีโอ คีย์ จูเนียร์ (V. O. Key Jr.) และ มอร์ริส ฟิออริน่า (Morris Fiorina) อธิบายว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากไม่ได้ตัดสินการเมืองผ่านอุดมการณ์ที่ซับซ้อน แต่ใช้วิธีง่ายกว่านั้น คือถามตัวเองว่า “ชีวิตดีขึ้นไหม” หากดีขึ้นก็สนับสนุนรัฐบาลต่อ หากแย่ลงก็พร้อมเปลี่ยนใจ

เพราะผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ได้มีเวลาหรือข้อมูลมากพอจะติดตามนโยบายทุกเรื่อง จึงใช้ “เศรษฐกิจ” เป็นเหมือนคะแนนประเมินแบบรวบรัดของรัฐบาล หากชีวิตประจำวันดีขึ้น ก็แปลว่ารัฐบาลน่าจะบริหารประเทศได้ดี แต่หากค่าครองชีพสูง รายได้ไม่พอใช้ หรือหนี้สินเพิ่มขึ้น ต่อให้รัฐบาลอธิบายนโยบายซับซ้อนเพียงใด คนก็พร้อมจะสรุปว่า “รัฐบาลล้มเหลว”

Advertisement

ที่สำคัญ คนจำนวนมากไม่ได้ดูเพียงรายได้ตัวเอง แต่ดู “บรรยากาศเศรษฐกิจ” ของประเทศร่วมด้วย หากรู้สึกว่าประเทศกำลังไปได้ดี มีความหวัง มีโอกาส คนก็พร้อมสนับสนุนรัฐบาลต่อ แต่หากรู้สึกว่าเศรษฐกิจซบเซา แม้ตัวเองยังพออยู่ได้ ก็อาจเริ่มไม่มั่นใจกับรัฐบาลแล้ว

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม “ความรู้สึกทางเศรษฐกิจ” จึงสำคัญไม่แพ้ตัวเลขจีดีพี

ต่อมางานทางจิตวิทยาการเมือง อธิบายลึกลงไปอีกว่า เศรษฐกิจไม่ได้เป็นแค่เรื่องของตัวเลข แต่มันเชื่อมโยงกับความรู้สึกมั่นคง ความหวัง และความกลัวของมนุษย์โดยตรง งานของ จอร์จ มาร์คัส (George Marcus) และคณะ เสนอว่า เมื่อคนรู้สึกไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ ระบบความวิตกกังวลจะทำงาน ผู้คนจะหันมาสนใจการเมืองมากขึ้น เริ่มตั้งคำถามกับรัฐบาลเดิม และพร้อมเปิดรับคำอธิบายหรือผู้นำทางการเมืองชุดใหม่

ยิ่งไปกว่านั้น นักวิชาการที่สำคัญด้านจิตวิทยาการเมือง อย่าง ชาร์ลส เทเบอร์ และ มิลตัน ลอดจ์ (Charles S. Taber and Milton Lodge) ก็ได้บอกว่า คนจำนวนมากไม่ได้ประเมินเศรษฐกิจอย่างเป็นกลาง แต่ประเมินผ่านอัตลักษณ์ทางการเมืองของตนเอง หากชอบรัฐบาลอยู่แล้วก็อาจมองว่าเศรษฐกิจ “ยังโอเค” แต่หากเริ่มรู้สึกถึงปัญหาในชีวิตจริง เช่น ค่าของแพง รายได้ลดลง หรือความกังวลในอนาคต ความรู้สึกเหล่านี้จะค่อยๆ กัดเซาะความเชื่อมั่นทางการเมืองลงอย่างช้าๆ

พูดอีกแบบคือ หลายครั้งรัฐบาลที่ดูมั่นคงมากๆ สามารถเสียคะแนนนิยมอย่างรวดเร็วเมื่อเศรษฐกิจเริ่มมีปัญหา เพราะความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจทำให้ประชาชน “รู้สึกไม่ปลอดภัย” และเมื่อรู้สึกไม่ปลอดภัย เขาจะเริ่มมองหาผู้นำหรือแนวทางใหม่ทันที

ทั้งหมดนี้จึงสะท้อนข้อค้นพบสำคัญร่วมกันว่า สำหรับประชาชนทั่วไป “เศรษฐกิจ” คือภาษาที่ใช้ตัดสินรัฐบาล

และเมื่อเป็นเช่นนี้ พรรคการเมืองและผู้นำทั่วโลกจึงพยายามทำให้ตัวเองเป็น “ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเศรษฐกิจ” เสมอ

ในต่างประเทศ เคยมีการใช้กลไกการทำงานของสมองที่สอดคล้องกับการรับรู้เชิงอัตลักษณ์เช่นนี้ สำหรับการเลือกตั้งปี  ค.ศ. 1992 เมื่อ บิล คลินตัน (Bill Clinton) ในฐานะผู้สมัครประธานาธิบดีในขณะนั้น ใช้คำว่า “It’s the economy, stupid.” (หรือ “มันเป็นเรื่องเศรษฐกิจ นะจำไว้”) เป็นแกนกลางของยุทธศาสตร์หาเสียง เพื่อเตือนทีมงานว่า สิ่งที่คนอเมริกันสนใจจริงๆ ไม่ใช่เกมการเมืองในวอชิงตัน แต่คือเรื่องงาน เงิน และปากท้อง

แม้ คู่แข่ง จอร์จ เอช ดับเบิ้ลยู บุช (George H. W. Bush) ผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในขณะนั้น จะเพิ่งชนะสงครามอ่าวเปอร์เซียจนมีคะแนนนิยมสูงมาก แต่เมื่อเศรษฐกิจเริ่มถดถอย ความนิยมก็ลดลงอย่างรวดเร็ว เพราะในท้ายที่สุด คนเลือกตั้งรัฐบาลจากชีวิตประจำวันของตนเอง

ในอังกฤษ โทนี่ แบลร์ (Tony Blair) พยายามสร้างภาพลักษณ์ให้พรรคแรงงานเป็นพรรคที่ “บริหารเศรษฐกิจได้” มากกว่าจะเป็นเพียงพรรคอุดมการณ์ ขณะที่ในอินเดีย นเรนทรา โมดี (Narendra Modi) ใช้คำสัญญาเรื่องการพัฒนา โครงสร้างพื้นฐาน และโอกาสทางเศรษฐกิจ เป็นแกนกลางในการสร้างความหวังใหม่ให้กับชนชั้นกลางและคนรุ่นใหม่

ประเทศไทยเองก็มีพัฒนาการเช่นเดียวกัน จากตัวอย่างวาทกรรมที่ว่า ‘ประชาธิปไตยกินได้’ นั่นคือการนำประชาธิปไตยมาวางไว้บนโต๊ะ แล้วทำให้รู้สึกว่ามันทำให้คุณกินได้ อยู่ได้ มีชีวิตที่ดีขึ้น

ช่วงแรกเราจึงเห็นการหยิบใช้แนวทางประชาธิปไตยกินได้นี้ล้มลุกคลุกคลานพอควร กับนโยบายเงินผันสมัยอาจารย์ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมชกับรองนายกฯ คู่ใจ ‘บุญชู โรจนเสถียร’ เราจึงเห็นวลีโชติช่วงชัชวาลย์ เป็นธงนำสร้างความรู้สึกร่วมชวนนึกฝันถึงอนาคตประเทศที่มีเศรษฐกิจดี มีเสือตัวที่ห้าเป็นเป้าหมาย เราจึงเห็นนโยบายเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า ของพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ที่ทำให้เศรษฐกิจชายแดนมีชีวิตชีวาค้าขายถึงกันสร้างมูลค่าการซื้อขาย ส่งออกให้กับประเทศ ก่อนที่จะถูกเบรกไปด้วยอำนาจนอกระบอบ และการปรับแต่งให้ประชาธิปไตยเดินตามกรอบที่ ‘ควรจะเป็น’ และสอดคล้องกับวิถีแห่งราชการ

ขณะที่ปี 2544 แนวคิดประชาธิปไตยกินได้ถูกกลับมาใช้จริงจังมากขึ้น และออกแบบและทำงานผ่านเป็นระบบผ่านเศรษฐกิจปากท้องที่เพิ่งผ่านช่วงยากลำบากจากวิกฤตประเทศช่วงต้มยำกุ้ง การร้องเรียกจากสังคมคนส่วนใหญ่ผนวกกับการยื่นแนวคิดนี้เข้ามาในเวลาอย่างพอเหมาะพอเจาะ และผลักให้พรรคไทยรักไทย พรรคน้องใหม่ ก้าวขึ้นสู่การมีที่ยืน และขยับเข้าไปในหัวใจของคนในสังคมชนชั้นรากหญ้า ผ่านนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ผ่านนโยบายกองทุนหมู่บ้าน จัดให้เกิดโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) จัดให้มีทุนการศึกษา โอดอส (ODOS) เด็กไทยเรียนต่อต่างประเทศ

นโยบายทุกกระทรวงของทักษิณฯ จึงร้อยเรียงผูกกันกับเรื่องราวของเศรษฐกิจปากท้อง โอกาสที่หยิบยื่นให้จากประชาธิปไตยอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน มากเข้าก็เรียกนิยามกลุ่มนโยบายเหล่านี้ว่าเป็น Populism หรือประชานิยม ที่หมายความรวมถึงการสร้างเปราะบางในระยะยาวให้กับสังคม การมุ่งเน้นประโยชน์ส่วนหน้า ขาดความโปร่งใสในการดำเนินการ

การดำเนินนโยบายของไทยรักไทยในลักษณะนี้ได้พิสูจน์ผ่านการเลือกตั้งในปี 2548 โดยกวาดที่นั่งในสภาฯ พรรคเดียวในจำนวน 377 จาก 500 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร ก่อนจะโดนรัฐประหาร ยุบพรรค ตัดสิทธิ กรรมการบริหาร แต่ต่อมาก็ถือกำเนิดขึ้นใหม่ในดีเอ็นเอเดิมภายใต้ชื่อพรรคพลังประชาชน แม้จะเป็นพรรคใหม่แต่แบรนด์ยี่ห้อเดิมยังเป็นคนไทยรักไทย ที่ประชาชนเชื่อ และหวนคิดถึงความกินดี อยู่ดี ในช่วงก่อนหน้า จนนำพาพรรคพลังประชาชนในชุดนโยบายทั้งหมดเกือบเดิมเข้ากุมอำนาจในสภาฯ ก่อนอำนาจจะหลุดมือไป

และกลับมาอีกครั้งในปี 2554 ด้วยชื่อพรรคเพื่อไทย ชุดดีเอ็นเอเดิม เพิ่มเติมการันตีโดยคนของแบรนด์ชินวัตร ‘ยิ่งลักษณ์’ ที่มาในฐานะน้องสาวของทักษิณ กับวลีที่ใช้ในการหาเสียงว่า ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ ยิ่งตอกย้ำภาพประชาธิปไตยกินได้ให้กับคนชนชั้นกระชุ่มกระชวยอีกครั้ง ผ่านนโยบายจำนำข้าว จัดแท็บแล็ต คอมพิวเตอร์ให้นักเรียนใช้ฟรี ประกันรายได้ปริญญาตรีจบใหม่เริ่มต้นที่ 15,000 บาท ตลอดจนถึงโครงการบ้านหลังแรก รถคันแรก

ทั้งหมดถูกนำเสนอด้วยการผูกโยงเรื่องเศรษฐกิจให้กับทุกกระทรวงเช่นเดิม และเช่นเคยมันทำงานอย่างนั้น อย่างเดิมให้ความรู้สึกกับประชาชน ที่เข้าถึงและจับต้องได้ ซึ่งเป็นโมเดลให้กับกลุ่มอำนาจนิยมในยุคหลังใช้และเรียนรู้จากความสำเร็จและความผิดพลาดจากในอดีตที่มุ่งแต่จะใช้กลไกรัฐขับเคลื่อนนโยบายผ่านทางระบบราชการ ที่มุ่งเน้นการสั่งการ บังคับบัญชา และสร้างความห่างเหินให้กับประชาชน

เราจะเห็นการเรียนรู้เหล่านี้ในรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐฯ แนวคิดประชารัฐ ของกลุ่มก๊วนสี่กุมาร ภายใต้การนำของอดีตคนไทยรักไทยอย่างสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ แต่กระนั้นก็ไม่ได้ทำเป็นระบบ สอดคล้องและรับกันอย่างที่ทักษิณเคยทำ และขาดช่วงจากการต่อรองอำนาจภายในพรรคแกนนำ

กับรัฐบาลในยุคสมัยปัจจุบัน กระทรวงอย่างกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ หรือกระทรวงคมนาคม จึงถูกมองเป็น “กระทรวงเศรษฐกิจ” และมักถูกจัดเป็นกระทรวงเกรดเอ เพราะประชาชนเชื่อมโยงกระทรวงเหล่านี้กับปากท้องโดยตรง

แต่หากมองจากข้อค้นพบทางรัฐศาสตร์และจิตวิทยาการเมือง ทั้งหมด คำถามสำคัญคือ เหตุใดเราจึงปล่อยให้มีเพียงไม่กี่กระทรวงที่ถูกคาดหวังให้สร้างเศรษฐกิจ

ในเมื่อประชาชนใช้ “เศรษฐกิจ” เป็นตัววัดความสำเร็จของรัฐบาลทั้งหมด ทุกกระทรวงก็ควรต้องตั้งเป้าหมายให้ตัวเองเป็น “กระทรวงเศรษฐกิจ” เช่นกัน

กระทรวงศึกษาธิการต้องมองตัวเองเป็นกระทรวงสร้างทุนมนุษย์และรายได้ในอนาคต

กระทรวงสาธารณสุขต้องทำให้ประชาชนมีต้นทุนชีวิตต่ำลง สุขภาพดีขึ้น และทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

กระทรวงเกษตรฯ ต้องทำให้เกษตรกรมีรายได้มั่นคง ไม่ใช่แค่ดูแลผลผลิต

กระทรวงวัฒนธรรมต้องสร้างซอฟต์ พาวเวอร์ ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้

แม้แต่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ก็สามารถเป็นกระทรวงเศรษฐกิจได้ หากงานวิจัยถูกผลักออกจากหิ้งและเชื่อมเข้ากับอุตสาหกรรม การจ้างงาน และคุณภาพชีวิตประชาชน

ความพยายามลักษณะนี้เริ่มปรากฏให้เห็นภายใต้การนำของ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ผ่านนโยบายการทำให้งานวิจัยเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจ (New Economics Engines) ของชาติที่กินได้ ทำเงินได้ และแก้ปัญหาได้จริง ตลอดจนการประกาศลดความเหลื่อมล้ำและพัฒนาคุณภาพของระบบทีแคส

เพราะในโลกที่ประชาชนประเมินรัฐบาลผ่านความรู้สึกทางเศรษฐกิจ รัฐมนตรีที่ดีอาจไม่ใช่แค่คนที่บริหารราชการเก่ง แต่คือคนที่สามารถทำให้ประชาชนรู้สึกได้ว่า กระทรวงของตนกำลังช่วยให้ชีวิตเขามั่นคงขึ้น มีรายได้ดีขึ้น และมีอนาคตที่ดีขึ้น

ท้ายที่สุดแล้ว นี่อาจเป็นความหมายร่วมสมัยที่สุดของคำว่า “ประชาธิปไตยกินได้”

ประชาธิปไตยในสายตาของประชาชน ไม่ได้ถูกวัดจากตัวบทกฎหมายหรือกลไกสถาบันเพียงอย่างเดียว แต่ถูกวัดจากคำถามง่ายๆ ว่า ระบอบนี้ทำให้เขามีกิน มีใช้ มีงาน มีความหวัง และมีอนาคตที่มั่นคงขึ้นหรือไม่

และเมื่อเศรษฐกิจกลายเป็นภาษาหลักที่ประชาชนใช้ตัดสินการเมือง ทุกกระทรวงจึงจำเป็นต้องตอบคำถามนี้ให้ได้ ว่า กระทรวงของตนกำลังทำให้คนไทย “อยู่ดี กินดี และมีหวัง” มากขึ้นอย่างไร