เท้ง ซัดข้ออ้าง ‘โสภณ’ ไม่ตั้งญัตติเกาะติดเงินกู้ อัด ‘สุชาติ’ ไล่ฟ้องรักชนกไม่เลิก

เมื่อเวลา 14.05 น. วันที่ 23 พฤษภาคม ที่วัดอุดมรังสี เขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ว่าต้องรอให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาทก่อนจึงจะบรรจุญัตติได้ พร้อมระบุว่าการที่พรรคประชาชนเสนอตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญติดตามการใช้เงิน ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน ฝ่ายบริหารยังไม่ได้ใช้เงินนั้น ว่า แม้ว่าอำนาจการวินิจฉัยจะอยู่ที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรคนเดียวก็จริง แต่เรื่องนี้ตนและพรรคประชาชนมองว่าเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นรีบด่วน เนื่องจากตัว พ.ร.ก.มีผลบังคับใช้ไปแล้ว และคณะรัฐมนตรีก็เริ่มส่งโครงการต่างๆ เข้ามากลั่นกรองผ่านคณะกรรมการของ พ.ร.ก.ชุดนี้แล้ว และต้องบอกว่าช่องทางการกลั่นกรองนี้เป็นช่องทางที่พิเศษ

นายณัฐพงษ์กล่าวต่อว่า เพราะปกติการใช้จ่ายงบประมาณต้องมีการเสนอผ่านสภาเข้ามาเป็นขั้นตอน แต่เมื่อเป็น พ.ร.ก.เงินกู้นี้ออก จึงทำให้ขั้นตอนการใช้จ่ายงบประมาณอยู่ที่ฝ่ายบริหารเพียงฝ่ายเดียว ฉะนั้น จึงมองไม่เห็นเหตุผลที่จะไม่ให้สภาตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญขึ้นมาเพื่อติดตามการใช้งบประมาณในส่วนนี้ เว้นแต่มีเหตุผลที่ไม่อยากให้สภาเข้าไปตรวจสอบ

เมื่อถามว่า มองว่าเป็นเกมการเมืองหรือไม่ เพราะเหมือนมีการใช้ประธานสภา หรือเวทีสภามาขวาง และจะเดินเกมอย่างไรเพื่อให้ทันเกม นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ต้องบอกว่าประธานสภา ไม่ว่าจะมาจากพรรคใด แต่เมื่อมาดำรงตำแหน่งประธานสภาแล้วต้องธำรงตนเป็นกลางและวินิจฉัยตามข้อบังคับแบบตรงไปตรงมา ซึ่งสิ่งที่ประธานสภาออกมาให้ข้อคิดเห็นและวินิจฉัยไปแล้วว่าไม่ใช่เรื่องด่วน และให้เหตุผลว่าต้องรอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยนั้น ตนมองว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกัน เพราะระหว่างที่รอศาลรัฐธรรมนูญนั้น พ.ร.ก.มีการบังคับใช้แล้วรวมถึงรัฐบาลก็เริ่มกระบวนการใช้เงินไปแล้ว

“ฉะนั้น การจะมาอ้างว่าไม่ใช่เรื่องด่วน และต้องรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจึงจะนำญัตติเข้าได้ เป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น เรื่องนี้จึงอยากเรียกร้องให้ประธานสภาทำหน้าที่ของตัวเองอย่างดีที่สุด” นายณัฐพงษ์กล่าว

เมื่อถามว่า มองอย่างไรที่ประธานสภาบอกว่าใช้เงินเป็นของฝ่ายบริหารไม่เกี่ยวกับสภา นายณัฐพงษ์กล่าวว่า หากประธานสภาตอบเช่นนั้นจริงๆ ก็ต้องกลับไปถามว่าแล้วตกลงงบประมาณรายจ่ายประจำปีก็ไม่ต้องนำเข้าสภาเลยใช่หรือไม่ อย่าลืมว่าหน้าที่ของสภาคือการตรวจสอบงบประมาณทุกบาททุกสตางค์

Advertisement

เมื่อถามถึง กรณีที่จะมีการเตรียมเสนอญัตติเกี่ยวกับเรื่องแลนด์บริดจ์เข้าสู่การพิจารณาของสภานั้น นายณัฐพงษ์กล่าวว่า อะไรที่รัฐบาลผลักดันก็อาจจะได้รับไฟเขียว อะไรที่รัฐบาลไม่อยากให้มีการตรวจสอบก็อาจจะได้รับการชะลอหรือไม่เข้าสภา จึงเป็นเหตุผลที่ตนพยายามตั้งคำถามและตั้งข้อสังเกตว่าตกลงแล้วประธานสภาได้วางตัวเป็นกลาง วินิจฉัยญัตติหรือวาระต่างๆ ในสภาอย่างตรงไปตรงมาหรือไม่

ส่วนกรณีนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ฟ้องหมิ่นประมาท น.ส.รักชนก ศรีนอก ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน นั้น นายณัฐพงษ์กล่าวว่า นายสุชาติเป็นบุคคลสาธารณะ จริงๆ แล้วการทำงานการเมืองสามารถถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้เป็นเรื่องปกติ ไม่อยากที่จะเห็นว่ามีการใช้เครื่องมือทางกฎหมายไปฟ้องร้อง เพื่อไม่อยากให้เกิดการตรวจสอบหรือถูกวิพากษ์วิจารณ์

นายณัฐพงษ์กล่าวต่อว่า เรายังมีปัญหาเรื่องข้อมูลข่าวสารที่มีการถูกบิดเบือนในโลกออนไลน์กันอีกเยอะ ตนอยากเห็นคนที่อยู่รัฐบาลเอง พยายามใช้เครื่องไม้เครื่องมือทางกฎหมายยุติกระบวนการในการสร้างข่าวปลอมอย่างเข้มข้น มากกว่าที่จะฟ้องฝ่ายค้าน

เมื่อถามถึง กรณีที่ น.ส.รักชนกวิจารณ์ออกมาตั้งคำถามถึงสำนักงานส่งเสริมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ (THACCA) แล้วเงียบหายไป จนทำให้คนในวงการผลิตซอฟต์พาวเวอร์ออกมาวิจารณ์นั้น นายณัฐพงษ์กล่าวว่า มีตัวแทนของพรรคไปพูดคุยกับคนที่อยู่ในสายสร้างสรรค์ แวดวงบันเทิง ทั้งตัวผู้กำกับภาพยนตร์หรือแวดวงอื่นๆ เราพยายามทำความเข้าใจว่าสิ่งที่ น.ส.รักชนกวิพากษ์วิจารณ์ออกไป อาจจะไม่ได้ตรงกับสิ่งที่เป็นหลักการของพรรคเท่าใดนัก

“ผมยืนยันว่าตัวเราเองก็ได้ดำเนินการเรื่องนี้อย่างดีที่สุดแล้วทางหลังบ้าน ไม่อยากให้ไปมองว่าเป็นประเด็นว่า น.ส.รักชนกยังไม่ได้ขอโทษหรือว่าอะไร จริงๆ ผมว่าตัว น.ส.รักชนกเองก็พยายามที่จะปรับปรุงเรื่องของการทำงานตรงนี้อย่างต่อเนื่อง” นายณัฐพงษ์กล่าว

เมื่อถามว่า น.ส.รักชนกมักจะมีประเด็นปัญหาเหล่านี้อยู่บ่อยๆ พรรคก็จะเงียบ มีหลายคนมองว่าเป็นลูกรักของพรรคหรือไม่ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า คงไม่ได้เกี่ยวข้องว่าเป็นลูกรักหรือไม่อย่างไร ทุกคนไม่ใช่เฉพาะ น.ส.รักชนกด้วย ส.ส.ทุกคนก็ทำหน้าที่กันอย่างเต็มที่ ในอดีตเองก็มีหลายกรณีที่เกิดข้อผิดพลาด ที่สังคมแสดงความเป็นห่วงหรือรู้สึกไม่สบายใจในการสื่อสารของตัวแทนของพรรค ตนคิดว่าในภาพรวม เราเองก็พยายามที่จะกำกับดูแลและทำความเข้าใจกับ ส.ส.ให้ดีที่สุด ไปปรับปรุงการสื่อสารของเราให้ดียิ่งขึ้น