
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ
ผลกระทบจากสงครามอิหร่าน ยังเป็นบูมเมอแรงที่ย้อนกลับมากระแทกสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผู้ก่อสงคราม อย่างเช่นราคานํ้ามัน ที่ถึงแม้สหรัฐจะเป็นผู้ “ส่งออกสุทธิ” นํ้ามันรายใหญ่ของโลกประเทศหนึ่ง แต่ไม่ได้รอดพ้นจากปัญหา เนื่องจากต้องซื้อขายโดยอิงราคาตลาดโลก
นอกจากนี้โรงกลั่นของสหรัฐส่วนใหญ่ออกแบบมาเพื่อกลั่นน้ำมันดิบหนัก เพราะถูกกว่าการกลั่นน้ำมันเบา ในขณะที่น้ำมันดิบที่ขุดได้ในสหรัฐเป็นน้ำมันชนิดเบาและหวาน (Light Sweet) ดังนั้นสหรัฐจึงเลือกที่จะส่งออกน้ำมันเบาไปจำหน่ายนอกประเทศ และนำเข้าน้ำมันดิบหนักจากประเทศอื่น เช่น รัสเซีย ตะวันออกกลาง เข้ามากลั่น
ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นนี่เองที่ทำให้ชาวอเมริกันเดือดร้อนด้านค่าครองชีพ ส่งผลให้คะแนนนิยมของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ตกต่ำมากที่สุด พร้อม ๆ กันนั้นก็ก่อให้เกิดความกังวลด้านเงินเฟ้อ เห็นได้จากเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งเงินเฟ้อพุ่งไปแตะ 3.8% สูงที่สุดในรอบเกือบ 3 ปี
และเมื่อสงครามยืดเยื้อลากยาวไปเกินจากที่รัฐบาลทรัมป์ประเมินไว้ที่ 4-6 สัปดาห์ แต่จนถึงขณะนี้เกือบจะ 3 เดือนแล้ว ทรัมป์ยัง “ปิดจ็อบ” ไม่ได้ เมื่ออิหร่านไม่ยอมเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันหลักสำคัญแห่งหนึ่งของโลก ทำให้เพิ่มความกังวลว่าเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับสูงอย่าง “เกาะแน่น” อันหมายถึงว่ามีโอกาสน้อยที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะสามารถลดดอกเบี้ยได้ แถมอาจต้องขึ้นดอกเบี้ยด้วยซ้ำ
ภาวะดังกล่าวทำให้ในวันอังคารที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา มีการเทขายพันธบัตรสหรัฐอย่างหนัก จนทำให้ผลตอบแทน (ยีลด์) พันธบัตรอายุ 30 ปี พุ่งขึ้นเหนือระดับ 5.19% สูงที่สุดในรอบเกือบ 19 ปี ขณะที่พันธบัตรอายุ 10 ปีก็ขึ้นไปแตะ 4.66% ซึ่งนักวิเคราะห์ของ HSBC เตือนว่า ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐเข้าสู่ “โซนอันตราย” แล้ว และอาจส่งผลลบต่อตลาดหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยงอื่น ๆ
“ยีลด์ของพันธบัตร 10 ปีในระดับนี้มีแนวโน้มจะสร้างแรงกดดันต่อสินทรัพย์ทุกชนิด ยิ่งนักลงทุนมีความคาดหวังเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยขั้นสุดท้ายแล้ว จะยิ่งผลักดันให้ยีลด์พันธบัตรเข้าสู่โซนอันตรายลึกลงไปอีก และจะกระทบต่อสินทรัพย์เสี่ยง”
อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ตลาดหุ้นยังมีความยืดหยุ่นและปรับตัวได้ดีเพราะผลประกอบการบริษัทต่าง ๆ แข็งแกร่ง อีกทั้งมูลค่าหุ้นก็มีการปรับตัวไปบางส่วนแล้วก่อนจะเกิดสงครามอิหร่าน รวมทั้งนักลงทุนมีความเชื่อว่าสงครามจะกระทบต่อน้ำมันเป็นหลักเท่านั้น
สตีฟ ซอสนิค หัวหน้านักกลยุทธ์ของอินเตอร์แอ็กทีฟ โบรกเกอร์ ชี้ว่า การเคลื่อนไหวของผลตอบแทนพันธบัตรที่อยู่สูงกว่า 5% ส่งผลทางจิตวิทยาอย่างมีนัยสำคัญ แต่ภาวะดังกล่าวอยู่ในโซนแจ้งเตือน “สีเหลือง” มากกว่าจะเป็นสีแดง ถ้าหากผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปีมุ่งหน้าสู่ 4.65% และ 30 ปีมุ่งหน้าสู่ 5.5% จะสร้างความเครียดให้กับตลาดหุ้นอย่างฉับพลัน
ทางด้าน แลน ลีนเจ็น นักกลยุทธ์ของบีเอ็มโอ แคปิตอล มาร์เก็ต ระบุว่า หากยีลด์พันธบัตรขยับขึ้นไปอีกจะเริ่มกระทบตลาดหุ้น หากยีลด์พันธบัตร 30 ปีเคลื่อนไหวไปสู่ 5.25% ในหลายสัปดาห์ข้างหน้า จะทำให้มูลค่าหุ้นลดลงยาวนานแทนที่จะเป็นชั่วคราว
ที่ผ่านมาแม้แต่ช่วงหลังเกิดสงครามอิหร่านแล้ว ตลาดหุ้นสหรัฐสามารถทำสถิติสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง เช่น ดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 7% นับตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ แต่ในช่วงไม่กี่วันมานี้ยีลด์พันธบัตรที่สูงขึ้นทำให้ตลาดหุ้นตกอยู่ภายใต้แรงกดดัน ทำให้ทั้งเอสแอนด์พี 500 และแนสแดคปรับลงมา ไม่เดินหน้าต่อ
นักวิเคราะห์ของบาร์เคลย์ระบุว่า ตลาดหุ้นสหรัฐดีดตัวเร็วที่สุดในรอบหลายปี บรรดากองทุนหุ้นสหรัฐเห็นเงินไหลเข้ามาสุทธิ 7 หมื่นล้านดอลลาร์ในช่วง 7 สัปดาห์ที่ผ่านมา ความต้องการซื้อหุ้นสหรัฐของนักลงทุนต่างประเทศทั่วโลกกำลังเร่งตัวขึ้นท่ามกลางราคาน้ำมันที่สูงอย่างต่อเนื่อง และคาดว่ามีเงินไหลเข้าสุทธิประมาณ 1.8 แสนล้านดอลลาร์ มากกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีเกินเท่าตัว อย่างไรก็ตามด้วยเหตุที่พอร์ตโฟลิโอถูกลงทุนเต็มแล้ว และอุปสรรคในแง่มหภาคสูงขึ้น ดังนั้นลูกตุ้มของตลาดหุ้นอาจ “แกว่งกลับ”
บาร์เคลย์ชี้ว่า จากการวิเคราะห์พบว่าช่วงไม่กี่วันมานี้บรรดาผู้จัดการพอร์ตการลงทุนลดการลงทุนในหุ้น ซึ่งเชื่อว่าจะมีการลดลงทุนในหุ้นเพิ่มขึ้นอีกในระยะใกล้ ซึ่งเป็นผลจากอาฟเตอร์ช็อกของสงครามอิหร่านและเงินเฟ้อที่สูงขึ้นในเดือนเมษายน คำถามคือ ผลตอบแทนพันธบัตรจะ “พัง” ตลาดหุ้นที่ถูกผลักดันอย่างแข็งแกร่งจากหุ้นเทคโนโลยีอย่างเอไอหรือไม่
เป็นที่น่าสังเกตว่า ผลตอบแทนพันธบัตรที่เพิ่มขึ้น และความกังวลเงินเฟ้อ ยังคงเป็นสาเหตุให้มีการขายพันธบัตรจำนวนมาก ขณะที่การซื้อหุ้นกลับมีความเปราะบางเมื่อผลตอบแทนพันธบัตรเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญและเริ่มจะกดดันตลาดหุ้น
“ความเสี่ยงจากยีลด์พันธบัตรสูงที่ฟาดหางเข้าไปในตลาดหุ้นเริ่มโผล่มาอีกครั้ง จากสงครามอิหร่าน ที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างตลาดหุ้นและพันธบัตรถอยกลับไปอยู่ในแดนลบ สภาวะที่เคยเกิดขึ้นในช่วงโควิด-19 ได้กลับมาอีกครั้ง กล่าวคือตลาดหุ้นมีปฏิกิริยาด้านลบรุนแรงต่อเงินเฟ้อที่น่าประหลาดใจ แต่ขณะเดียวกันก็แสดงปฏิริยาทางบวกรุนแรงต่อการเติบโตของเศรษฐกิจที่น่าประหลาดใจอีกด้วย” บาร์เคลย์ระบุ
พอล สกินเนอร์ ผู้อำนวยการด้านการลงทุนของเวลลิงตัน แสดงความเห็นว่า การแยกไปคนละทิศของพันธบัตรและตลาดหุ้นทำให้การลงทุนหุ้นตกอยู่ในความเสี่ยง เราคิดว่ามันทำให้ตลาดหุ้นมีความเปราะบางที่จะ “ปรับฐาน”อย่างไรก็ตามไม่เชื่อว่าเงินเฟ้อสูงจะฝังตัวอยู่ในเศรษฐกิจโลกในระยะยาว นี่อาจเป็นแค่การปรับฐาน มากกว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของตลาดหมี
ข่าวที่เกี่ยวข้อง




