มติชน จัดเสวนา เปลี่ยน(ไม่) ผ่านการเมืองไทย “ปุรวิชญ์” สับ รธน.60 อยู่คงทน แก้ไม่ได้ ล็อคอนาคต “สุรนันทน์” ชี้ รัฐพันลึกผนึกระบอบอุปถัมภ์ “จาตุรนต์“ จี้ให้ ปชช.มีส่วนร่วมแก้รัฐธรรมนูญ หวั่นพรรคการเมืองผูกขาด กินรวบอำนาจ ส่วน “พิจารณ์“ หนุน สส.จับมือสอบองค์กรอิสระ ด้าน ‘นิกร’ แย้ง ภาพใหญ่ค่อยๆ ดีขึ้นแล้ว ต้องใช้เวลา ชี้ อย่าหักกันเพื่อเอาแต่ได้
เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 23 พฤษภาคม ที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เครือมติชนจัดเวทีเสวนาเปิดตัวหนังสือ “เปลี่ยน(ไม่)ผ่านการเมืองไทย 2566-2569” แลกเปลี่ยนมุมมองทางการเมืองที่มีความย้อนแย้งสำคัญในช่วงปี 2566 – 2569 แม้การเลือกตั้งจะดำเนินไปตามหลักประชาธิปไตยถึง 2 ครั้ง แต่ท้ายที่สุดกับเผชิญกับโครงสร้างอำนาจทางการเมืองรูปแบบเดิมตลอด 3 ปี ที่ไม่สามารถเปลี่ยนผ่านได้ ร่วมเสวนาโดย ดร.ปุรวิชญ์ วัฒนสุข อาจารย์ประจำสาขาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และ นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคประชาชน
ดร.ปุรวิชญ์ กล่าวตอนหนึ่งว่า การเมืองเปลี่ยน แต่ผ่านไหมเป็นอีกเรื่อง ต้องตั้งหลักว่าเปลี่ยนผ่านไปสู่อะไร หากเปลี่ยนไปสู่ประชาธิปไตย การเลือกตั้งทั้ง 3 ครั้ง ทำให้เห็นชัดแล้วว่าไม่เปลี่ยน อย่างไรก็ตาม การเมืองก็เหมือนปรากฏการณ์สังคมต่างๆ ที่มีพลวัตของมัน แต่อะไรที่ทำให้เปลี่ยนไม่ผ่าน นั้น ตนยังมองว่าเป็นเพราะการรัฐประหารปี 57 ที่ถูกทำให้เป็นสถาบัน ผ่านรัฐธรรมนูญปี 60 ที่อยู่ยั้ง ยืนยง คงทน ถาวร เปลี่ยนแปลงแก้ไขอะไรไม่ได้ และยังทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ ขยายอำนาจองค์กรอิสระ มีการกำหนดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และยังมีกฎหมายมาตรฐานจริยธรรม ซึ่งตนมองว่ากฎหมายนี้กำลังแหลมคมขึ้นเรื่อยๆ
ดร.ปุรวิชญ์ กล่าวว่า ส่วนจะมีอะไรที่เปลี่ยนผ่านได้หรือไม่นั้น แม้รัฐธรรมนูญปี 60 จะถูกออกแบบมาเพื่อคงระเบียบอำนาจที่การรัฐประหารสร้างไว้ แต่ความต้องการเปลี่ยนแปลงของประชาชน ก็สะท้อนผ่านการเลือกตั้งใน 3 ครั้งที่ผ่านมา แต่โครงสร้างยังไม่อนุญาตให้เปลี่ยน เพราะฉะนั้นยังต้องมีการขับเคี่ยวต่อสู้กัน ในช่วงที่ยังเปลี่ยนไม่ผ่าน
ดร.ปุรวิชญ์ กล่าวว่า ไม่ว่ายังไงก็ตาม การเมืองมีความเปลี่ยนแปลงเสมอ แต่จะทะลวงให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้อย่างไรนั้น ต้องทะลวงรัฐธรรมนูญปี 60 แต่ก็ยอมรับว่าไม่ง่าย การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในสังคม มักใช้เวลาเป็นรุ่นคน แต่ก็ไม่มีอะไรที่จะแช่แข็งคงทนไปได้ตลอด แต่ก็มีการขยับเขยื้อนอยู่เรื่อยๆ
ด้านนายสุรนันทน์ กล่าวตอนหนึ่งว่า การเมืองเปลี่ยนรูปแบบของรัฐในการปกครอง แต่มันไม่ผ่าน สิ่งที่เปลี่ยนคือ รูปแบบการคงไว้ซึ่งอำนาจของฝ่ายอำนาจนิยมหรือรัฐพันลึก มีความผันแปรมากขึ้น เพราะระบบการเมืองไทยเป็นแบบอุปถัมภ์ การช่วงชิงอำนาจคือการชิงความเป็นผู้อุปถัมภ์ ซึ่งวันนี้จะเห็นได้จากผู้มีอำนาจในรัฐบาลส่วนกลาง และกลไกบ้านใหญ่ ดังนั้นกลไกของระบบอุปถัมภ์ ครอบคลุมทั้งระดับพื้นที่และเมืองหลวง รวมถึงทั้ง 2 สภา ทำให้แม้จะผ่านการเลือกตั้งตามวิถีปกติมา เราก็จะอยู่ในวงจรนี้ไปอีกสักพัก นอกจากว่าประชาชนเริ่มตระหนักว่าระบบแบบนี้ ไม่ได้เอื้อประโยชน์ส่วนรวม วันหนึ่งก็อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ แต่ตนมองว่ามันก็ยังมีเพดานบางอย่าง ที่สามารถทำให้อำนาจอยู่ในมือคนกลุ่มหนึ่งได้
ด้านนายจาตุรนต์ กล่าวตอนหนึ่งว่า การเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยยังห่างไกลมาก แต่เปลี่ยนมาสู่ระบบที่องค์กรและบุคคลไม่ได้เชื่อมโยงกับการเลือกตั้ง มีอำนาจเหนืออธิปไตยทั้ง 3 ประชาชนตรวจสอบไม่ได้ แต่จุดสำคัญที่เปลี่ยนมาก คือการได้มาซึ่ง ส.ว.ชุดใหม่ในปี 67 ซึ่งเป็นที่รู้กันว่า มีที่มาได้มาจากการจัดการที่แม่นยำ เชื่อมโยงกับฝ่ายการเมืองอย่างชัดเจน และ ส.ว.ได้ทำหน้าที่สรรหาผู้ดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระ ซึ่งขณะนี้ทำมาได้เกือบครบวงจรแล้ว คาดว่าภายใน 6 เดือนถึง 1 ปี น่าจะได้สรรหาผู้ดำรงตำแหน่งครบทุกคนที่มีมีอยู่ ระบบของเขาจะเข้าที่ ทำให้ตัวแสดงทางการเมือง เปลี่ยนไปเป็นพรรคการเมืองที่เชื่อมโยงกับ ส.ว. องค์กรอิสระ ฝ่ายการเมือง ที่ปัจจุบันเป็นรัฐบาล
นายจาตุรนต์ กล่าวต่อว่า ระบบนี้มีความอันตรายมาก เพราะระบบตรวจสอบถ่วงดุลเสียไป และสามารถมีบทบาทกำหนดการทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหาร ในทางที่กัดกร่อนลดอำนาจ และหักล้างเจตนารมณ์ของประชาชน ที่สะท้อนผ่านการเลือกตั้ง ซึ่งระบบดังกล่าวสามารถใช้ล้มรัฐบาลได้ ทำให้การเมืองในขณะนี้ เปลี่ยนจากรัฐบาลที่ยืนตรงข้ามกับชนชั้นนำ เป็นรัฐบาลที่ต้องยินยอมสยบให้กับระบบ ซึ่งมีตัวแสดงสำคัญเป็นพรรคการเมือง ทำให้การตรวจสอบคอรัปชั่นเป็นไปไม่ได้ การออกกฏหมายถูกกำหนดโดยพรรคการเมืองหลักเพียงพรรคเดียว ร่วมกับ สว.เท่านั้น สามารถกำหนดการออกกฏหมายได้ตลอด
นายจาตุรนต์ กล่าวว่า ส่วนจะแก้ไขเพื่อออกจากระบบนี้อย่างไรนั้น มีอยู่ 2 วิธีคือ 1.คนจำนวนมากเห็นว่าระบบนี้ จะทำให้ประเทศเสียหายมากขึ้น ต้องแก้ระบบ 2.การทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องมีความหมาย อย่างไรก็ตาม หากพรรคการเมืองไม่มีการแข่งขันทางนโยบายอย่างจริงจัง ก็จะเกิดปัญหาที่รัฐบาลขาดความเข้าใจวิกฤติ และเมื่อเกิดวิกฤติขึ้นมาแล้ว แต่รัฐบาลแก้ไขไม่ได้ ก็ต้องถามประชาชนว่า พร้อมจะเปลี่ยนกติกาใหม่แล้วหรือไม่ ซึ่งประชาชนทั้งประเทศตัดสินแล้วว่าต้องการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่สิ่งสำคัญที่ ต้องทำให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้มากที่สุด เพราะถ้า ให้เสียงข้างมากของสภาเป็นผู้กำหนด เราจะได้รัฐธรรมนูญที่หน้าตาเหมือนเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในเนื้อหาสาระ บางส่วนอาจจะแย่ลงก็ได้
ด้านนายนิกร กล่าวตอนหนึ่งว่า คำถามว่าเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยน อยู่ที่ว่ามาตรวัดของใคร วัดจากอะไร อย่างไรก็ตาม หากมองถึงการเปลี่ยนแปลงในลักษณะบริบทของสังคมไทยเป็น ตนมองว่าเปลี่ยนเยอะ แต่ตามความคิดของนักวิชาการ หรือแบบอเมริกันนิยม อาจจะเปลี่ยนน้อย ทั้งนี้ ประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาดำเนินมากกว่า 270 กว่าปี ของประเทศไทยเพิ่งผ่านมา 90 กว่าปี ยังเด็กอยู่เลย ถ้าเทียบนับตั้งแต่การปฏิวัติ 2475 เราถือว่ามาเยอะแล้ว
นายนิกร กล่าวว่า ตอนที่มีการพิจารณาและโหวตรับร่างรัฐธรรมนูญ พรรคชาติไทยในขณะนั้นไม่เห็นด้วย แต่ต้องคุยกับนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ซึ่งเคยเป็นคนที่ทำรัฐธรรมนูญปี 40 ท่านบอกว่าผมจะรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะถ้าไม่รับ อันใหม่มาจะหนักกว่าเดิม และประเทศไม่ไหวแล้ว ต้องมีการเลือกตั้ง แล้วหลังจากนั้นทุกอย่างจะค่อยๆ ดีเอง ซึ่งตนก็บอกว่า หากเราแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ เราจะจัดการความเปลี่ยนแปลงนี้ได้
นายนิกร กล่าวว่า อย่าเข้าไปในป่าแล้วมองกิ่งไม้เป็นกิ่งก้าน แบบนั้นจะไม่มีทางแก้ปัญหาได้ ต้องถอยมาให้ไกลและดูทั้งป่า แล้วจะเห็นว่ามันมีการเปลี่ยนแปลง บางครั้งมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นสูงเกินไป ก็ต้องถูกฟ้าผ่าร่วงลงมา ในส่วนเรื่องรัฐธรรมนูญ ถือเป็นเรื่องสำคัญ แต่เราจะเปลี่ยนอย่างไร จะให้เป็นรัฐธรรมนูญแบบที่พรรคใดพรรคหนึ่งคิดหรือ แล้วถ้าหากจะให้ ส.ส.ร.มาจากประขาชนโดยตรง มันเป็นแค่รูปแบบ แต่สุดท้ายอยู่ที่ว่าเรารับฟังประชาชนแค่ไหน แม้แต่รัฐธรรมนูญปี 40 ส.ส.ร.ก็ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่ที่ได้รับการยอมรับว่ามาจากประชาชน เพราะใช้เวลารับฟังความเห็นเกือบ 1 ปี ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญที่สำคัญที่สุด คือต้องไม่มาจากทหาร แต่ต้องมาจากประชาชน แม้จะเป็นทางอ้อมก็ตาม แล้วมันจะเดินหน้าไปเอง
ส่วนข้อกังวลว่า รัฐธรรมนูญฉบับใหม่อาจจะเป็นรัฐธรรมนูญสีน้ำเงิน นายนิกร กล่าวว่า เพราะเรามีความเชื่อเป็นสีน้ำเงิน สีอะไรจะสำคัญตรงไหน เราไปคิดว่าวุฒิสภาชุดนี้เป็นสีน้ำเงิน มาจากการฮั้วกัน ก็ขอให้ไปตรวจสอบได้เลยว่า ทุกคนก็ฮั้วกันหมด เพราะกฎหมายรัฐธรรมนูญเรื่อง ส.ว.นั้นไม่ถูกต้อง เราคิดเอาเองว่าจะให้การเลือกตั้งโดยตรง ถึงเป็นปัญหา
ด้านนายพิจารณ์ กล่าวตอนหนึ่งว่า ตนไม่แน่ใจว่าการเมืองติดจริงหรือไม่ แต่ที่เปลี่ยนแน่ๆ คือร่างทรงของรัฐพันลึก เรามึรัฐบาลที่มีความชอบธรรมจากผลการเลือกตั้ง ไม่มีอำนาจตาม ม.44 แต่มีอำนาจที่มากกว่า ผ่านองค์กรอิสระและทั้ง 2 สภา เบ็ดเสร็จกินรวบ ภายใต้ระบอบที่พรรคประชาชนเรียกว่าสีน้ำเงิน แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนตลอดมา คือเรายังคงเห็นรัฐบาลที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนกับชนชั้นนำ และละเลยผลประโยชน์ของประชาชน
นายพิจารณ์ กล่าวว่า ตนไม่อยากให้มองแค่การแก้รัฐธรรมนูญอย่างเดียว แต่อยากให้มองในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ในระยะสั้นนั้น ฝ่ายนิติบัญญัติต้องช่วยกันในการตรวจสอบองค์กรอิสระให้เข้มข้นกว่านี้ ส่วนระยะกลาง ถ้าเราเห็นตรงกันว่าเนื้อในของรัฐธรรมนูญปี 60 มีปัญหา ก็ไม่ต้องรอแก้รัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียว แต่ขอให้ร่วมมือกันปรับแก้ พ.ร.ป.รัฐธรรมนูญ และหาก สส.เห็นตรงกัน ก็สามารถเดินหน้าได้
นายพิจารณ์ กล่าวว่า การที่รัฐบาลยื่นการแก้ไขข้อมูลในนามพรรคภูมิใจไทย ไม่ใช่ในนาม ครม. ในแง่หนึ่งต้องตั้งคำถามว่า เป็นการแย่งชิงผลประโยชน์ทางการเมืองบางอย่างหรือไม่ และร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทย มีการเพิ่มอำนาจให้กับ ส.ว. ซึ่งพรรคประชาชนไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ทั้งนี้ ตนมองว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าตีความกันอย่างตรงไปตรงมานั้น ไม่มีนัยยะ ตรงไหนที่บอกเลยว่าการเลือก ส.ส.ร. จะทำไม่ได้ หากเราต้องการจะทำให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นของประชาชน การมีส่วนร่วมของประชาชนมีความจำเป็น และเรียกร้องให้พรรคการเมือง แสดงออกผ่านร่างของตนเอง เราอยากให้ร่างรัฐธรรมนูญหลายฉบับเข้าสู่การพิจารณาของสภา ซึ่งสิ่งที่ที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง คือพลังของมวลชนและประชาชน







