ทวี ชี้ คนไทย 65.8 ล้านคนต้องร่วมแบกรับหนี้ใหม่ 4 แสนล้าน… รัฐต้องใช้จ่ายตามกฎหมาย ไม่ใช่ตามความรู้สึก
เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความคิดเห็นว่า “คนไทย 65.8 ล้านคนต้องร่วมแบกรับหนี้ใหม่ 4 แสนล้าน… รัฐต้องใช้จ่ายตามกฎหมาย ไม่ใช่ตามความรู้สึก”
ความว่า “พ.ร.ก. เงินกู้เพื่อวิกฤตพลังงาน พ.ศ. 2569 มาตรา 5 (1) กำหนดวัตถุประสงค์ไว้อย่างชัดเจนว่า เงินกู้ดังกล่าวมีไว้ “เพื่อช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน” แต่ตัวบทกฎหมายไม่ได้มีข้อความใดกำหนดให้รัฐบาลนำเงินกู้ไปใช้กับ “ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ซึ่งมีผู้มีสิทธิใช้งานจริงประมาณ 13.18 ล้านคน ตามฐานข้อมูลล่าสุดของกระทรวงการคลัง (ปี 2569)
ขณะที่ข้อมูลสถิติจำนวนราษฎรจากกรมการปกครอง ระบุว่าประเทศไทยมีประชากรสัญชาติไทยและมีชื่ออยู่ในทะเบียนราษฎรประมาณ 65.8 ล้านคน ซึ่งทั้งหมดล้วนมีหน้าที่ตามกฎหมายในการร่วมกันชำระหนี้เงินกู้ 4 แสนล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยในอนาคตอย่างถ้วนหน้า
ในฐานะที่ผมยึดมั่นในหลักนิติธรรมและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เห็นว่าเงินกู้ 4 แสนล้านบาท รัฐต้องใช้จ่ายตามกฎหมาย ไม่ใช่ตามความรู้สึก หรือ “ความสงสาร” และไม่ใช่ตามอำเภอใจ โดยมีข้อพิจารณาสำคัญที่รัฐบาลต้องตอบคำถามต่อสังคมอย่างน้อย 3 ประเด็น ดังนี้
1. รัฐบาลกำลังใช้เงินกู้โปะรายจ่ายประจำ ส่อขัดวินัยการเงินการคลัง
เงินช่วยเหลือค่าครองชีพ 300 บาทต่อเดือน เป็น “รายจ่ายประจำ” ที่รัฐบาลมีหน้าที่ต้องจัดสรรงบประมาณรองรับตามปกติอยู่แล้ว ภายใต้กรอบกฎหมายสวัสดิการแห่งรัฐ เห็นได้จากในงบประมาณรายจ่ายปี 2569 กองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ได้รับงบประมาณจำนวน 30,000 ล้านบาท ต่อมา คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 อนุมัติงบกลางเพิ่มเติมอีก 1,667.68 ล้านบาท เพื่อเติมสภาพคล่องให้กองทุนดังกล่าว
แต่เมื่อรัฐบาลยอมรับว่างบประมาณปกติไม่เพียงพอ แล้วกลับนำเงินกู้พิเศษตาม พ.ร.ก. เงินกู้ฯ มาใช้เป็นวงเงินประมาณ 18,800 ล้านบาท เพื่อจ่ายเงินช่วยเหลือรายเดือนแก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จึงมีเหตุอันควรตั้งข้อสังเกตว่า อาจขัดต่อมาตรา 53 แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ซึ่งระบุหลักการว่า การตรากฎหมายพิเศษเพื่อกู้เงินต้องเป็นกรณีที่มีความจำเป็นต้องดำเนินการโดยเร่งด่วนและต่อเนื่องเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศ โดยไม่อาจตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้ทัน และต้องระบุวัตถุประสงค์ ระยะเวลา แผนงาน/โครงการ วงเงิน และหน่วยงานรับผิดชอบให้ชัดเจน ดังนั้นจึงไม่ควรนำเงินกู้ไปใช้แทนรายจ่ายประจำ เว้นแต่มีเหตุจำเป็นตามกฎหมาย
หากรัฐบาลเห็นว่างบประมาณด้านสวัสดิการไม่เพียงพอจริง ก็ควรเสนอร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมเข้าสู่รัฐสภา เพื่อให้เกิดการตรวจสอบตามระบอบประชาธิปไตย นำเงินกู้พิเศษตาม พ.ร.ก. เงินกู้ฯ เพื่อจ่ายเงินช่วยเหลือรายเดือนแก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยไม่มีฐานอำนาจทางกฎหมายรองรับ หรืออาจถูกมองว่าเป็นการใช้งบประมาณตามอำเภอใจ
2. ฐานข้อมูลล้าหลัง และยังมีคนจนที่อาจตกหล่น/เข้าไม่ถึงบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 13.33 ล้านคน เป็นฐานข้อมูลบัตรสวัสดิการแห่งรัฐยังอ้างอิงข้อมูลคัดกรองจากหลายปีก่อน และถูกวิพากษ์วิจารณ์มาโดยตลอดว่ามีทั้งปัญหาคนจนตกหล่น “จำนวนผู้มีบัตร” ไม่ใช่ “จำนวนคนจน” ทั้งหมด เพราะผู้ถือบัตรบางส่วนอาจไม่อยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจนตามนิยามของ สศช. แสดงว่าผู้ที่ไม่ได้ยากจนจริงแต่กลับได้รับสิทธิ
คนจนจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้สูงอายุ แรงงานนอกระบบ เกษตรกรรายย่อย และประชาชนที่เข้าไม่ถึงเทคโนโลยี ยังไม่สามารถเข้าถึงสวัสดิการของรัฐได้ ขณะที่ประชาชนอีกประมาณ 51 ล้านคนที่ไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ต่างก็ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพและต้นทุนพลังงานไม่แตกต่างกัน
หากรัฐบาลจริงใจต่อการช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบาง ควรเลือกใช้กลไกที่ลดปัญหาการตกหล่นและการเลือกปฏิบัติ เช่น
• สวัสดิการถ้วนหน้าตามช่วงวัย
• เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุแบบถ้วนหน้า
• การลดค่าไฟฟ้าและต้นทุนพลังงานให้ประชาชนทุกครัวเรือน
• หรือการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นและชุมชนร่วมคัดกรองผู้เดือดร้อนจริงในพื้นที่
3. ต้องอยู่บนหลักนิติธรรม และ “เป็นสิทธิเสมอกัน” ตามกฎหมายกำหนด
เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ไม่ใช่เงินของรัฐบาล แต่คือหนี้สาธารณะที่ประชาชนทั้งประเทศต้องร่วมกันรับผิดชอบในอนาคต เมื่อวิกฤตพลังงานส่งผลกระทบต่อราคาสินค้า ค่าไฟ ค่าขนส่ง และค่าครองชีพของประชาชนทั่วประเทศ มาตรการเยียวยาจึงควรถูกออกแบบให้ประชาชนทุกคนได้รับประโยชน์ร่วมกันอย่างเป็นธรรม
รัฐบาลต้องนำเงินจำนวน 18,800 ล้านบาท ไปใช้ตาม พ.ร.ก. อย่างเคร่งครัด เช่น การลดค่าไฟฟ้า การลดต้นทุนเชื้อเพลิง สนับสนุนระบบขนส่งสาธารณะ และช่วยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อย เป็นต้น
การใช้จ่ายต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม และ “เป็นสิทธิเสมอกัน” ตามเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ประเทศจะเดินหน้าต่อไปได้ ไม่ใช่เพราะรัฐแจกเงินเก่ง แต่เพราะประชาชนเชื่อมั่นว่า รัฐใช้อำนาจและงบประมาณด้วยความเป็นธรรม รัฐต้องไม่ปล่อยให้เงินกู้ซึ่งเป็นหนี้ร่วมกันของคนทั้งชาติ กลายเป็นเครื่องมือตอกย้ำความเหลื่อมล้ำ และบ่อนทำลายหลักนิติธรรมของประเทศอีกต่อไป”






