
โช้กพอยต์ ไดเลมมา ฉากทัศน์ความมั่นคงทางทะเล 3 จุดคอขวดโลก
การค้าทางทะเลคิดเป็นสัดส่วนกว่า 80% ของปริมาณการค้าโลก การหยุดชะงักของจุดคอขวดทางทะเลจึงเปรียบเสมือนภาวะเส้นเลือดใหญ่ตีบตัน ที่เป็นสิ่งเหนี่ยวรั้งการไหลเวียนของระบบเศรษฐกิจโลก และส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานสินค้าทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา สถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาชาติ (ISIS) คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศจัดประชุม webinar ภายใต้หัวข้อ “ฉากทัศน์ความมั่นคงทางทะเลในช่องแคบฮอร์มุซ ไต้หวัน และมะละกา กับนัยยะทางยุทธศาสตร์ด้านภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์สำหรับไทย” โดยมี ดร.สรสิช สว่างศิลป์ จากสถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาขาติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นผู้กล่าวนำ และมี ผศ.ดร.ไพลิน กิตติเสรีชัย จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผศ.ดร. กิตติพศ พุทธิวนิช จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง และ อ.ดร.ณัฐ ธารพานิช จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมสนทนา
บริบทโลกในปัจจุบัน
ดร.สรสิชกล่าวว่า ปัจจุบัน สถานการณ์ความมั่นคงทางทะเลในพื้นที่สำคัญของโลกสามพื้นที่ ได้แก่ ช่องแคบฮอร์มุซ ไต้หวัน และมะละกา มีแนวโน้มซับซ้อนและมีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งจาก
การแข่งขันของมหาอำนาจ รวมถึงความตึงเครียดทางการเมืองและการทหารซึ่งอาจส่งผลต่อเสรีภาพในการเดินเรือ ความมั่นคงทางพลังงาน และห่วงโซ่อุปทานของโลก เนื่องจากพื้นที่ทั้งสามถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญในการกำหนดดุลอำนาจ อิทธิพลในระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ การเคลื่อนไหวของมหาอำนาจไม่เพียงสะท้อนการแข่งขันเพื่อควบคุมเส้นทางคมนาคมทางทะเลและพลังงาน แต่ยังมีนัยต่อการสร้างระเบียบระหว่างประเทศและเสถียรภาพของภูมิภาคโดยรวมอีกด้วย
ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์เช่นนี้ งานเสวนาครั้งนี้จะพาเราไปทำความเข้าใจความเสี่ยงในช่องแคบสำคัญที่กระทบไทย ได้แก่ ช่องแคบฮอร์มุซ ไต้หวัน และมะละกา รวมถึงสำรวจว่าไทยจะรักษาบทบาทและมีที่ทางอย่างไร ทั้งในประเด็นความมั่นคงในด้านพลังงาน ความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทาน และศักยภาพทางเศรษฐกิจ หากเกิดความตึงเครียดในจุดยุทธศาสตร์สำคัทางทะเลดังกล่าว
ช่องแคบฮอร์มุซ และนัยยะต่อไทย
อ.ไพลินชี้ว่า เราไม่ควรมองช่องแคบในเชิงภูมิศาสตร์เท่านั้น แต่ควรมองไปถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยีที่มีปฏิสัมพันธ์กับช่องแคบนั้นๆ โดยจุดคอขวด (chokepoint) ทุกจุดบนโลกมีความเกี่ยวข้องกันอย่างแยกไม่ขาด หากจุดในการเดินเรือระหว่างประเทศหนึ่ง ๆ เกิดภาวะหยุงชะงัก (disrupt) จุดอื่น ๆ จะได้รับผลกระทบตามไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านเศรษฐกิจและการค้าโลก นอกจากนี้จุดคอขวดยังเป็นพื้นที่ปะทะและต่อรองกันระหว่างมหาอำนาจอีกด้วย
ช่องแคบฮอร์มุซเชื่อมโยงอ่าวเปอร์เซียและทะเลอาหรับไปจนถึงมหาสมุทรอินเดีย นอกจากเรื่องพลังงาน ฮอร์มุซยังมีความสำคัญในประเด็นความมั่นคงทางอาหาร เนื่องจากการค้าปุ๋ยโลก 1 ใน 3 ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ดังนั้น หากช่องแคบยังถูกปิดอย่างต่อเนื่อง มีการคาดการณ์ว่าอาจเกิดการขาดอาหารครั้งใหญ่ (famine)
ในบางพื้นที่
ด้านนัยยะต่อประเทศไทย อ.ไพลินแบ่งเป็นผลกระทบระยะสั้น คือ การขาดแคลนด้านวัตถุดิบ (supply chain) และความไม่แน่นอนในการลงทุน ขณะที่ผลกระทบระยะยาวจะเกี่ยวข้องกับความไม่มั่นคงทางพลังงาน เนื่องจากไทยมีสัดส่วนในการพึ่งพาการขนส่งทางทะเลค่อนข้างสูง รวมถึงได้รับผลกระทบโดยตรงจากการแข่งขันเชิงภูมิรัฐศาสตร์ของมหาอำนาจ
ช่องแคบไต้หวันและนัยยะต่อไทย
อ.กิตติพศฉายภาพให้เห็นถึงความสลับซับซ้อนของปัญหาช่องแคบไต้หวัน-จีน โดยชี้ว่าในด้านยุทธศาสตร์ จีนและไต้หวันมีการพัฒนาตลอดจนปรับเปลี่ยนแนวทางให้สอดคล้องกับวิกฤตต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลง
อยู่ตลอดเวลา เนื่องจากไม่สามารถใช้กรอบเดิมๆ ในการประเมินสิ่งที่จะเกิดขึ้น ทั้งสองฝ่ายจึงต้องเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับฉากทัศน์และความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นในช่องแคบไต้หวันในอนาคต
โดยยุทธศาสตร์ของไต้หวันเน้นการเพิ่มต้นทุนการโจมตีสูงสุด และพัฒนาเทคโนโลยีให้ทันสมัย ไม่ว่าจะเป็นระบบการต่อต้านขีปนาวุธ โดรน หรือปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นต้น ขณะที่ยุทธศาสตร์ของจีนให้ความสำคัญกับขอบข่ายที่กว้างขึ้นและเป็นความท้าทายใหม่ๆ เช่น ขอบข่ายไซเบอร์ (cyber domain) และขอบข่ายสงครามสื่อ (cognitive domain) ที่ปัจจุบันส่งผลต่อความมั่นคงระดับรัฐอย่างมาก รวมถึงจีนยังเน้นการพัฒนาเทคโนโลยี ปฏิรูปกองทัพ และยุทโธปกรณ์ให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพเพื่อเตรียมความพร้อมในการทหารเมื่อเกิดวิกฤตการณ์ขึ้น เป้าหมายทางการทหารและยุทธศาสตร์ของจีนในปัจจุบันจึงมุ่งเน้นการสร้างความไร้ระเบียบให้กับฝ่ายตรงข้ามและโจมตีให้ได้รวดเร็วที่สุด ผ่านการจัดการอำนาจอธิปไตยและใช้อำนาจให้เต็มที่ในทุกขอบข่าย (domain)
สำหรับการปรับใช้กับไทย อ.กิตติพศระบุว่า ไทยควรพิจารณาแนวทาง multi domain เพื่อกระจายความเสี่ยง รวมถึงไทยต้องตระหนักถึงโครงสร้างการตัดสินใจที่ล่าช้า ซึ่งอาจทำให้ความพร้อมในการรับมือกับวิกฤต
ไร้ประสิทธิภาพ รวมถึงต้องสร้างชุดกระบวนการตอบสนองต่อฉากทัศน์ที่ตัดสินใจอย่างเป็นระบบและการคาดการณ์ล่วงหน้าถึงสถานการณ์ที่อาจเกิดในช่องแคบไต้หวัน รวมถึงผลกระทบที่จะตามมาในทะเลจีนใต้ หรือเส้นทางการค้าอื่น ๆ ของไทย
ความสำคัญของช่องแคบมะละกาและนัยยะต่อไทย
ด้านอ.ณัฐชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของช่องแคบมะละกาในฐานะเส้นทางเดินเรือที่เปรียบดั่งเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อการค้าและพลังงานโลก เนื่องจากเป็นเส้นทางเดินเรือที่เชื่อมมหาสมุทรอินเดียกับทะเลจีนใต้และแปซิฟิกที่มีปริมาณสินค้าผ่านอย่างมหาศาล โดยในแต่ละปีมีเรือผ่านช่องแคบมะละกากว่า 100,000 ลำ และมีน้ำมันผ่านมากกว่า 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน คิดเป็นสัดส่วนการค้าและพลังงานโลกราว 25-40% ซึ่งมากกว่าปริมาณสินค้าที่ผ่านคลองสุเอซราว 2-3 เท่าจนหลายฝ่ายขนานนามช่องแคบมะละกาว่าเป็น “จุดขอบขวดที่สำคัญที่สุดของคอขวดที่สำคัญที่สุดของโลก”
ดังนั้น มหาอำนาจจึงให้ความสำคัญกับช่องแคบมะละกาอย่างมาก โดยเฉพาะจีนที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันร้อยละ 80 และปริมาณการค้าทางทะเลราว 2 ใน 3 ผ่านช่องแคบนี้ จึงเกิดเป็น “malacca dilemma” หรือ
ความกังวลว่าหากช่องแคบมะละกาถูกปิดเศรษฐกิจจีนจะได้รับผลกระทบอย่างหนัก เพื่อรับมือกับความเสี่ยงดังกล่าวจีนจึงลงทุนพัฒนาเส้นทางและท่าเรือกับประเทศต่าง ๆ ผ่านยุทธศาสตร์หนึ่งแทบหนึ่งเส้นทาง (BRI) ขณะที่มหาอำนาจอื่นอย่างสหรัฐ อินเดีย และสิงคโปร์ก็ให้ความสำคัญกับช่องแคบมะละกาเช่นกัน ทำให้มะละกาเป็นทั้งเส้นเลือดใหญ่การค้าโลกและเวทีแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ของมหาอำนาจ
สำหรับนัยยะต่อไทย ช่องแคบมะละกามีความสำคัญโดยตรง นอกจากจะตั้งอยู่ใกล้กับไทยแล้ว ไทยยังพึ่งพาการค้าทางทะเลและการนำเข้าพลังงานผ่านเส้นทางนี้เป็นปริมาณมาก โดยมูลค่าการส่งออกไทยผ่านช่องแคบมะละกาไปยังอินเดีย ตะวันออกกลาง สหภาพยุโรป รวมกันคิดเป็นราว 1 ใน 3 ของมูลค่าการค้าไทยทั้งหมด รวมถึงไทยอยู่ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการผลิตสินค้า อาหาร และอุตสาหกรรมที่ก้าวหน้ามากกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค ดังนั้น หากเกิดการปิดช่องแคบมะละกา ก็จะส่งผลทั้งด้านพลังงาน ต้นทุนขนส่ง อุตสาหกรรมการผลิต รวมถึงความมั่นคงของไทย อย่างไรก็ดี อ.ณัฐชี้ว่าโอกาสในการปิดช่องแคบมะละกาเป็นไปได้น้อยมาก เนื่องจากรัฐชายฝั่งเป็นเพียงรัฐขนาดเล็กหรือกลางที่ไม่มีอำนาจทางการทหารเพียงพอ
ไทยจะรักษาบทบาทและสร้างจุดสมดุลใหม่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงนี้ได้อย่างไร
อ.ไพลิน เสนอแนวทางการการบูรณาการหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ภาครัฐ เอกชน พลังงาน นักวิชาการ สื่อมวลชน ภาคประชาสังคม ฯลฯ โดยย้ำว่า ความเสี่ยงในปัจจุบันไม่ได้เป็นความเสี่ยงในรูปแบบเดิม จึงมีความจำเป็นที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันประเมินความเสี่ยง เพื่อเข้าถึงข้อมูลให้ได้อย่างรอบด้าน และสร้างสัญญาณเตือนล่วงหน้าให้ไทยมีความยืดหยุ่น (resilience) พร้อมรับมือกับความไม่แน่นอน
ขณะที่ อ.กิตติธัช เสริมว่า รัฐไทยควรพิจารณาประเด็น multi domain โดยยกตัวอย่างกรณีศึกษาจากยุทธศาสตร์ของจีนที่ให้ความสำคัญกับขอบเขตทางไซเบอร์และสื่ออย่างมาก เพื่อกระจายความเสี่ยงให้สอดคล้องกับเป้าหมายและแผนยุทธศาสตร์ระยะยาว
ส่วนด้าน อ.ณัฐกล่าวว่า ความขัดแย้งในช่องแคบมะละกาอาจไม่เกิดขึ้นหากไทยในฐานะสมาชิกอาเซียนประเทศที่มีความพร้อมทั้งทางยุทธศาสตร์และทรัพยากร สามารถร่วมมือกับรัฐขนาดกลางอื่น ๆ เพื่อถ่วงดุลอำนาจ สร้างบทบาทในฐานะผู้ไกล่เกลี่ย หรือกระทั่งกำหนดกติกาใหม่ได้
ภายใต้ภาวะ “โช้กพอยต์ ไดเลมมา” ซึ่งเสรีภาพทางการเดินเรือถูกใช้เป็นอาวุธในเกมภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตคอขวดทางทะเลไม่ต่างจากระเบิดเวลาที่พร้อมจะทำงานเสมอ การก้าวผ่านเส้นทางที่อันตรายนี้จำเป็นต้องอาศัยการทูตเชิงยุทธศาสตร์ที่เท่าทัน เพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่อาจจะสั่นสะเทือนโลกได้ทุกนาท




