
มหาเศรษฐีอันดับ 4 ของโลกหันมาส่งเสียงแทนคนรากหญ้า! เจฟฟ์ เบโซส์ ผู้ก่อตั้ง Amazon ออกโรงเขย่าแนวคิดระบบภาษีสหรัฐฯ เสนอให้หักดิบ “ภาษีเงินได้เป็นศูนย์” สำหรับประชากรครึ่งล่างของประเทศ ชี้ไม่ควรเก็บเงินจากคนหาเช้ากินค่ำท่ามกลางวิกฤตความเหลื่อมล้ำ และสงครามเงินเฟ้อ ทำเอานักวิเคราะห์เสียงแตกแบ่งออกเป็นสองฝั่ง
แหล่งข่าว ซีเอ็นบีซี (CNBC) รายงานว่า เจฟฟ์ เบโซส์ (Jeff Bezos) ประธานกรรมการบริหารของ Amazon ได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลกลางสหรัฐฯ ยกเว้นภาษีเงินได้ (Federal Income Taxes) ให้กับกลุ่มประชากรที่มีรายได้อยู่ในครึ่งล่างของประเทศ (Bottom half of earners)
เบโซส์ ให้สัมภาษณ์ในรายการ “Squawk Box” ของสถานีโทรทัศน์ CNBC โดยระบุว่า ปัจจุบันกลุ่มผู้เสียภาษีที่เป็นมหาเศรษฐีระดับบนสุด 1% แบกรับภาระภาษีเงินได้อยู่ประมาณ 40% ของรายได้ภาษีทั้งหมดของรัฐบาล ในขณะที่กลุ่มประชากรครึ่งล่างของประเทศจ่ายอยู่เพียง 3%
“ผมไม่คิดว่าพวกเขาควรต้องจ่าย 3% นั้น ผมคิดว่ามันควรจะเป็นศูนย์เลยต่างหาก”
เปิดตัวเลขสถิติภาษี
ข้อมูลล่าสุดจากกรมสรรพากรสหรัฐฯ (IRS) ที่อ้างอิงโดย Tax Foundation ระบุว่า
กลุ่มครึ่งล่างของประเทศ มีรายได้พึงประเมินเฉลี่ยอยู่ที่เกือบ $54,000 ต่อปี (ในปี 2023)
กลุ่มบนสุด 1% มีรายได้ขั้นต่ำอยู่ที่ $676,000 ต่อปี
อัตราภาษีเฉลี่ย กลุ่มบนสุด 1% เสียภาษีในอัตราเฉลี่ย 26.3% ซึ่งสูงกว่ากลุ่มครึ่งล่างที่เสียภาษีเฉลี่ยเพียง 3.7% ถึง 7 เท่า
จำนวนเงินที่จ่าย ประชากรในกลุ่มครึ่งล่างจำนวนกว่า 76 ล้านครัวเรือน จ่ายภาษีเงินได้ให้รัฐบาลกลางเฉลี่ยคนละประมาณ $913 ต่อปี
เบโซส์ มองว่า เงินภาษีจากกลุ่มผู้มีรายได้น้อยถือเป็น “เงินจำนวนเล็กน้อยมากสำหรับรัฐบาล” พร้อมยกตัวอย่างเปรียบเทียบว่า
“เราไม่ควรขอให้พยาบาลในควีนส์ ที่ทำเงินได้ปีละ $75,000 ต้องส่งเงินไปให้วอชิงตัน ดี.ซี. รัฐบาลต่างหากที่ควรส่งคำขอโทษไปให้เธอ มันไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย”
แม้เบโซส์จะประกาศว่าจะช่วย “ผลักดัน” นโยบายนี้ แต่เขาก็ยังไม่ได้ให้รายละเอียดว่าในทางกฎหมายจะทำได้อย่างไร
อย่างไรก็ตาม เอริกา ยอร์ก (Erica York) รองประธานฝ่ายนโยบายภาษีของ Tax Foundation ให้ความเห็นแย้งว่า หากคำนวณรวม “เครดิตภาษีที่ขอคืนได้” (Refundable Tax Credits) เข้าไปด้วยแล้ว ปัจจุบันประชากรกลุ่มล่างสุด 40% ของประเทศ ก็แทบจะไม่ได้เสียภาษีเงินได้สุทธิเลยโดยเฉลี่ย
สภาวะ “เศรษฐกิจรูปตัว K” (K-shaped Economy)
การออกมาเคลื่อนไหวของเบโซส์เกิดขึ้นท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่นักวิจัยเรียกกันว่า “เรื่องเล่าของสองเศรษฐกิจ” (A tale of two economies) หรือ เศรษฐกิจรูปตัว K ซึ่งสะท้อนความเหลื่อมล้ำอย่างชัดเจน
ขาขึ้นของตัว K กลุ่มครัวเรือนรายได้สูงยังคงได้ประโยชน์จากตลาดหุ้นที่เติบโตและค่าแรงที่เพิ่มขึ้น
ขาลงของตัว K กลุ่มผู้บริโภครายได้น้อยถึงปานกลางกำลังเผชิญความยากลำบากอย่างหนักจากเงินเฟ้อ และค่าครองชีพที่สูงลิ่ว
งานวิจัยจากธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขานิวยอร์ก (Federal Reserve Bank of New York) พบว่า ความยากลำบากนี้เริ่มชัดเจนขึ้นหลังจากเงินอุดหนุนช่วยเหลือยุคโควิด-19 หมดลง และยิ่งซ้ำเติมด้วย ราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงจากผลกระทบของสงครามอิหร่าน ซึ่งส่งผลกระทบต่อคนรายได้น้อยมากกว่า เพราะคนกลุ่มนี้ต้องใช้สัดส่วนเงินรายได้ไปกับค่าน้ำมันที่สูงขึ้นมากกว่าคนรวย
คนรวยจ่ายภาษี “เป็นธรรม” แล้วหรือยัง?
ประเด็นเรื่องคนรวยจ่ายภาษีคุ้มกับรายได้หรือไม่ ยังคงเป็นข้อถกเถียงอย่างรุนแรงในสหรัฐฯ
ความเห็นจากฝ่ายที่มองว่า “เป็นธรรมแล้ว” อย่างนักวิชาการจากสถาบันวิจัย AIER มองว่า ระบบภาษีของสหรัฐฯ มีลักษณะก้าวหน้าอยู่แล้ว (Progressive Tax) โดยคนรวย 1% มีสัดส่วนรายได้รวมกัน 21% ของประเทศ แต่จ่ายภาษีสูงถึง 38% ของภาษีทั้งหมด การไปเพิ่มภาระภาษีให้คนรวยมากเกินไป อาจลดแรงจูงใจในการออมและการลงทุนในระบบเศรษฐกิจ
ในส่วนของฝ่ายที่มองว่า “ไม่เป็นธรรม” อย่าง สถาบันนโยบายภาษีและเศรษฐกิจ (ITEP) และหน่วยงานอื่นๆ แย้งว่า คนรวยมักใช้ “ช่องโหว่และกลไกที่ซับซ้อนทางภาษี” ทำให้อัตราภาษีที่จ่ายจริงต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนดมาก เช่น บางครั้งพวกมหาเศรษฐี 1% บางคนจ่ายภาษีจริงในอัตราเพียง 3% ขณะที่บางคนจ่ายสูงถึง 45%
นอกจากนี้ หากมองภาพรวมภาษีประเภทอื่นที่นอกเหนือจากภาษีเงินได้ ระบบภาษีจะดูไม่ยุติธรรมทันที เช่น
ภาษีประกันสังคม (Payroll Taxes) จะจัดเก็บเฉพาะรายได้ที่ไม่เกิน $184,500 เท่านั้น หมายความว่ากลุ่มผู้มีรายได้ระดับล้านดอลลาร์ จะจ่ายเงินเข้ากองทุนประกันสังคมครบโควตาของปีไปตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม หลังจากนั้นรายส่วนที่เหลือก็ไม่ต้องถูกหักอีก
ภาษีมูลค่าเพิ่ม/ภาษีขาย (Sales Taxes) คนรายได้น้อยต้องควักเงินสัดส่วนที่สูงกว่าของรายได้ทั้งหมดไปจ่ายภาษีสินค้าอุปโภคบริโภคประจำวัน เมื่อเทียบกับคนรวย
กำไรที่ยังไม่ขาย (Unrealized Capital Gains) มูลค่าหุ้นหรือสินทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นของมหาเศรษฐีจะยังไม่ถูกนำมาคำนวณภาษีตราบใดที่ยังไม่มีการขายออกมา ซึ่งสินทรัพย์เหล่านี้เป็นแหล่งความมั่งคั่งหลักของมหาเศรษฐีระดับท็อปของโลก
แม้ว่าจะถูกจัดอันดับให้เป็นบุคคลที่รวยที่สุดอันดับ 4 ของโลก อ้างอิงจาก Forbes ซึ่งประเมินมูลค่าทรัพย์สินไว้ที่ราว 2.73 แสนล้านดอลลาร์ หรือตีเป็นมูลค่าไทยสูงถึงเกือบ 9 ล้านล้านบาท เบโซส์ก็ได้สื่อสารความคิดเห็นส่วนตัวออกมา อาจไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของ “ตัวเลขภาษี” แต่เป็นการเตือนสติหลายๆ คนว่า ระบบเศรษฐกิจที่ยั่งยืน จะไม่สามารถเดินหน้าไปได้เลย หากปล่อยให้คนครึ่งล่างของประเทศต้องแบกรับภาระจนไร้กำลังซื้อ
การสร้างสมดุลระหว่าง “การสนับสนุนคนตัวเล็ก” เพื่อขับเคลื่อนฐานราก กับ “การรักษาแรงจูงใจของทุนนิยม” เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรม จึงอาจเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทุกประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ต้องหาจุดลงตัวให้เจอ โดยไม่มีสูตรสำเร็จที่ถูกหรือผิด 100%
ข่าวที่เกี่ยวข้อง




