
นายแก้ว รตนาค รัฐมนตรีกระทรวงเหมืองแร่และพลังงานของกัมพูชา ระบุเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม ว่าปัญหาวิกฤตพลังงานของโลกในปัจจุบัน โดยเฉพาะจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ยิ่งทำให้กัมพูชาต้องเร่งแก้ไขปัญหาพิพาททางทะเลกับไทยเพื่อนำแหล่งพลังงานใต้ทะเลมูลค่า 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 9.808 ล้านล้านบาท
นับตั้งแต่ที่สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดฉากการโจมตีอิหร่าน ทำให้อิหร่านตอบโต้กลับด้วยการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางส่งออกพลังงานที่สำคัญจากรัฐอ่าวอาหรับ ส่งผลให้เกิดปัญหาขาดแคลนพลังงานทั่วโลกโดยเฉพาะประเทศในเอเชียที่พึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลางเป็นหลัก
นายแก้วให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์ว่า กัมพูชาพึ่งพาแหล่งพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานน้ำและแสงอาทิตย์เพื่อรับมือกับปัญหาวิกฤตพลังงาน แต่การเดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรมต่างๆ ในกัมพูชาทำให้ต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลมากขึ้น ดังนั้นวิกฤตพลังงานในเวลานี้ทำให้ประเทศต่างๆ ต้องให้ความสำคัญในเรื่องความมั่นคงทางพลังงานมากขึ้น
ดังนั้น ความสนใจในเวลานี้จึงหันไปที่ปัญหาข้อพิพาททางทะเลระหว่างไทยและกัมพูชาพื้นที่ 27,000 ตารางกิโลเมตรในอ่าวไทย ที่คาดว่ามีก๊าซธรรมชาติอยู่ใต้ทะเลมากถึง 11 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต และคาดว่ามีน้ำมันอยู่จำนวนมากเช่นกัน นายแก้วกล่าวว่าหากสามารถดึงพลังงานใต้ทะเลในพื้นที่พิพาทดังกล่าวขึ้นมาใช้ได้ก็จะเป็นผลดีต่อทั้งไทยและกัมพูชา พร้อมทั้งอ้างว่าบริษัทก๊าซและน้ำมันต่างชาติ อาทิ Total Energies ให้ความสนใจที่จะเริ่มการสำรวจทรัพยากรใต้ทะเล หากทั้งสองประเทศแก้ไขข้อพิพาททางทะเลได้
นายแก้วพูดถึงการที่คณะรัฐมนตรีของไทยมีมติให้ถอนตัวออกจากบันทึกความเข้าใจว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน (MOU44) โดยไทยให้เหตุผลว่าไม่มีความคืบหน้ามานาน และหันไปใช้กฎหมายระหว่างประเทศภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล ค.ศ.1982 (UNCLOS) รัฐมนตรีกัมพูชาบอกว่าความคืบหน้าดังกล่าวทางฝ่ายไทยทำให้กัมพูชาต้องหันไปใช้กลไกการไกล่เกลี่ยภาคบังคับภายใต้ UNCLOS เพื่อหาข้อยุติเกี่ยวกับการอ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเล
“กัมพูชามองว่ากลไกการไกล่เกลี่ยภาคบังคับภายใต้ UNCLOS คือหนทางเดียวที่จะแก้ไขความขัดแย้งระหว่างกันอย่างสันติ” นายแก้วกล่าว และรัฐบาลกัมพูชามีแผนที่จะแจ้งกับฝ่ายไทยเพื่อหารือเกี่ยวกับกลไกดังกล่าว ด้านกระทรวงการต่างประเทศของไทยระบุว่าจะพิจารณาแนวทางทั้งหมดที่เหมาะสมภายใต้ UNCLOS แต่การแก้ไขปัญหาพิพาทดังกล่าวนั้นควรมีการหารือทวิภาคีก่อน
นายแก้วยอมรับว่าการสำรวจทรัพยากรทางทะเลและการขุดขึ้นมาใช้นั้นอาจต้องใช้เวลานานหลายปี ทำให้ยิ่งต้องเร่งแก้ไขปัญหาพิพาททางทะเลระหว่างกันโดยเร็ว “ยิ่งเราต้องรอเวลาไปอีกหลายสิบปี โอกาสที่จะดึงดูดเงินลงทุนมาสำรวจและพัฒนาแหล่งน้ำมันและก๊าซอาจยิ่งทำได้ยากขึ้น บริษัทใหญ่ๆ ก็ตระหนักถึงเรื่องนี้ดี” รัฐมนตรีพลังงานกัมพูชากล่าว




