เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ คำแนะนำของประธานศาลฎีกาเกี่ยวกับการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตในคดีอาญา พ.ศ. 2569 โดยระบุว่า
เนื่องจากศาลเป็นองค์กรสำคัญในการอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนโดยทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการยุติความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมอย่างเป็นธรรมและเสมอภาค การใช้สิทธิทางศาลจึงต้องเป็นไปด้วยความสุจริตอันเป็นรากฐานสำคัญของหลักนิติธรรมและความสงบเรียบร้อยของสังคม และเพื่อเป็นประกันว่ากระบวนพิจารณาของศาลจะไม่ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในทางที่ขัดต่อคุณค่าพื้นฐานดังกล่าว ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1 กำหนดให้ศาลมีอำนาจตรวจจสอบกล้นกรองการใช้สิทธิฟ้องคดีอาญาให้อยู่ในกรอบแห่งความสุจริต ไม่เป็นการเอาเปรียบหรือกลั่นแกล้งกัน ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินคดีเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายด้วยความรอบคอบ ถูกต้อง และเหมาะสม
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ประธานศาลฎีกาจึงออกคำแนะนำไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 การฟ้องคดีโดยไม่สุจริตหรือโดยบิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อกลั่นแกล้งหรือเอาเปรียบจำเลยหรือโดยมุ่งหวังผลอย่างอื่นยิ่งกว่าประโยชน์ที่พึงได้โดยชอบตามบทบัญญัติมาตรา 161/1 ให้หมายความรวมถึง
(๑) การฟ้องคดีที่มีลักษณะเป็นการก่อกวน ข่มขู่ คุกคาม สร้างความอับอายอย่างไม่เป็นธรรมหรือสร้างความยากลำบากเดือดร้อนแก่จำเลยในการต่อสู้คดีเกินสมควร
(๒) การฟ้องคดีที่มีลักษณะเป็นการกดดันให้จำเลยต้องกระทำการหรือละเว้นกระทำการเพื่อประโยชน์อันมิชอบ หรือต่อรองผลประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย
(๓) การฟ้องคดีโดยจงใจกล่าวอ้างข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญที่ไม่ถูกต้องหรือปกปิดข้อเท็จจริงนั้น
ข้อ 2 พฤติการณ์ในการฟ้องคดีดังต่อไปนี้ พึงถือเป็นเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา 161/1
(๑) กรณีมีการกล่าวอ้างว่ามูลคดีเกิดหลายท้องที่ และยื่นฟ้องคดีต่อศาลในท้องที่ที่ห่างไกลจากภูมิลำเนาหรือสถานที่ทำการงานอันเป็นปกติของจำเลย โดยไม่ได้ก่อให้เกิดความสะดวกในการสืบพยานหลักฐานหรือไม่เกิดประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี
(๒) การฟ้องคดีเพราะเหตุที่จำเลยมีส่วนในการรณรงค์ เรียกร้อง หรือแสดงความเห็นเพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สิทธิของผู้บริโภค สิทธิแรงงานหรือประโยชน์สาธารณะอย่างอื่น
(๓) การฟ้องคดีเพราะเหตุที่จำเลยเปิดเผยข้อมูลการทุจริตหรือการประพฤติที่มิชอบด้วยกฎหมาย
(๔) การฟ้องคดีเพราะเหตุที่จำเลยมีหน้าที่รับผิดชอบในการพิจารณาความผิดของโจทก์ในระหว่างการแสวงหาข้อเท็จจริงหรือมีคำสั่งชี้ขาด
(๕) การฟ้องคดีที่เกิดจากมูลเหตุเดียวกันเป็นหลายคดีโดยไม่มีเหตุสมควรและมีลักษณะเป็นการสร้างความยุ่งยากและไม่เป็นธรรมให้แก่จำเลยในการต่อสู้คดี
(๖) การฟ้องคดีเพราะเหตุที่จำเลยใช้สิทธิหรือปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายโดยคำฟ้องไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยกระทำโดยไม่สุจริตหรือประพฤติมิชอบโดยชัดแจ้ง
ข้อ 3 เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่าการฟ้องคดีใดฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา 161/1 ศาลพึงสั่งให้โจทก์ชี้แจงรวมถึงแสดงพยานหลักฐาน และศาลอาจเรียกพยานหลักฐานอื่นใดมาเพื่อประกอบการไต่สวนและวินิจฉัยได้ตามที่จำเป็นและสมควร เพื่อการนี้ ศาลอาจมอบหมายให้เจ้าพนักงานคดีหรือเจ้าพนักงานศาลช่วยตรวจและรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อประกอบการไต่สวนก็ได้ในกรณีที่ความปรากฏโดยชัดแจ้งว่าโจทก์ฟ้องคดีโดยฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 161/1 วรรคหนึ่งศาลจะยกฟ้องตั้งแต่ชั้นตรวจฟ้องก็ได้
ข้อ 4 ถ้าคดีอยู่ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ศาลอาจดำเนินการตามข้อ 3 วรรคหนึ่ง ไปพร้อมกับการไต่สวนมูลฟ้อง แล้วมีคำวินิจฉัยให้ยกฟ้องหรือประทับฟ้องตามแต่ศาลจะเห็นสมควรไปในคราวเดียวกันก็ได้
ข้อ 5 การใช้ดุลพินิจตามบทบัญญัติมาตรา 161/1 วรรคหนึ่ง ศาลพึงคำนึงถึงพฤติการณ์และความร้ายแรงของการกระทำตามฟ้อง ประโยชน์สาธารณะที่จะได้รับ รวมถึงความชอบธรรมและความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมจากการดำเนินคดีต่อไปประกอบด้วย
ข้อ 6 กรณีที่จำเลยอ้างว่าโจทก์ฟ้องคดีโดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา 161/1 หากเห็นได้ว่าจำเลยมีพฤติการณ์ในทางประวิงคดี ศาลพึงสั่งงดหรือยุติการดำเนินการตามข้ออ้างของจำเลยและดำเนินคดีต่อไปโดยไม่ชักช้า ทั้งนี้ ศาลจะออกข้อกำหนดหรือมีคำสั่งอื่นใดเพื่อห้ามการดำเนินกระบวนพิจารณาในทางก่อความรำคาญหรือประวิงคดีด้วยก็ได้
ข้อ 7 การดำเนินการทางอาญาในส่วนอื่นนอกจากที่ระบุในคำแนะนำนี้ ศาลพึงยึดหลักการดำเนินคดีโดยสุจริตและหลักความได้สัดส่วนเป็นพื้นฐานในการใช้ดุลพินิจตามกฎหมาย






