
266ส.ส.คว่ำตั้งกมธ. สภาฯวืดศึกษา แลนด์บริดจ์ให้ส่ง’ครม.’ดำเนินการต่อ ปชป.ได้เฮ-ยื่น2ร่างแก้รธน. ลดอำนาจวุฒิฯเหลือ3ใน5 เสนอสูตรที่มา’สสร.’80:20
เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม พิจารณาญัตติด่วน เรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาปัญหาการดำเนินการโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เพื่อเชื่อมโยงโครงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) ทั้ง5 ญัตติ ต่อจากการประชุมเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา ที่สมาชิกอภิปรายเสร็จแล้ว โดยเป็นการสรุปญัตติ ก่อนลงมติ
โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) สรุปญัตติ ว่า ความจำเป็นอย่างยิ่งที่สภาจะต้องมีกลไกเข้ามาทำการศึกษาและติดตามในโครงการแลนด์บริดจ์ ปัญหาของโครงการแลนด์บริดจ์มีมูลค่ามากที่สุดโครงการหนึ่งในประวัติศาสตร์คือ 1 ล้านล้านบาท เป็นโครงการที่เกิดขึ้นจากมายาคติ
ขณะที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) สรุปปิดญัตติว่า การพิจารณาและสื่อสารเรื่องนี้อย่างรอบด้านคงไม่ใช่แค่เราต้องการหาคำตอบว่าจะทำแลนด์บริดจ์หรือไม่ หรือจะทำพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (Southern Economic Corridor หรือ SEC) หรือไม่ แต่คำถามที่สำคัญมากกว่าคือยุทธศาสตร์ในการพัฒนาภาคใต้อย่างยั่งยืนจะมีหน้าตาแบบไหน
ด้าน นายพีรพัฒน์ รัชกิจประการ ส.ส.สตูล พรรคภูมิใจไทย(ภท.) กล่าวสรุปญัตติว่า โครงการแลนด์บริดจ์ ไม่ใช่โครงการที่เป็นยาวิเศษจะแก้ปัญหาทุกปัญหาของประเทศไทยให้หายในช่วงค่ำคืน แต่คือทางออกและประตูบานใหม่ที่ดีที่สุดในรอบหลาย 10 ปี ที่ประเทศไทยต้องเลือกเดิน โดยทางด้านเศรษฐกิจที่ส.ส. หลายคน ได้พูดถึงประโยชน์ของแลนด์บริดจ์ ทั้งการสร้างงานมากกว่า 2.8 แสนอัตรา หรือการเพิ่มจีดีพีให้ประเทศถึง 1.5% ต่อปี และยังมีการดึงเงินลงทุนจากภาคเอกชนเพื่อปกป้องภาษีของประชาชน
จากนั้นหลังสมาชิกอภิปรายสรุปญัตติเสร็จสิ้น ที่ประชุมได้ลงมติเนื่องจากมีความเห็นแตกต่างกัน ระหว่างการตั้งคณะกรรมาธิการ(กมธ.)กับ เสนอให้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา โดยผลการลงมติ เสียงข้างมาก 266 เสียง เห็นด้วยกับการเสนอความเห็นให้ ครม. พิจารณา ไม่เห็นด้วย 174 เสียง และงดออกเสียง 3 เสียง ไม่ลงคะแนน1 เสียง จึงถือว่าสภาฯมีมติส่งญัตตินี้ให้ครม.พิจารณา
ที่รัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคปชป. พร้อมคณะ แถลงกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า การนำเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องใช้เสียง 100 เสียง พรรคปชป.มีจำนวน ส.ส.ไม่เพียงพอ ดังนั้นสิ่งที่เราได้ดำเนินการ คือพูดคุยแลกเปลี่ยนกับพรรคการเมืองอื่นจะมีการสนับสนุนซึ่งกันและกัน โดยได้รวบรวมรายชื่อเรียบร้อย พรรคปชป.จะได้เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็น 2 ฉบับ โดยฉบับแรกคือการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งเป็นแนวคิดที่พรรคปชป.เห็นด้วยมาโดยตลอด ส่วนรูปแบบของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ประกอบไปด้วยสมาชิก 100 คน โดย 80 คนมาจากการหยั่งเสียงของประชาชนผ่านอิเล็กทรอนิกส์ในแต่ละจังหวัด แล้วแต่ละจังหวัดจะส่งมา 3 ชื่อแล้วส่งเข้ามาให้สภาเป็นผู้คัดเลือกเลือก 80 คน โดยหลักการ 1 คนออกเสียงได้ 1 เสียง ป้องกันกลุ่มการเมือง ส่วนอีก 20 คน เป็นผู้เชี่ยวชาญตุลาการศาลฎีกาคัดเลือกกันเอง 5 คน ตุลาการศาลปกครอง 5 คน และอีก 10 คนจะแบ่งเป็น 5 คน คือผู้เชี่ยวชาญด้านนิติศาสตร์ กฎหมายมหาชน อีก 5 คน มาจากนักวิชาการสาขารัฐศาสตร์ หรือรัฐประศาสนศาสตร์ โดยให้ที่ประชุมอธิการบดีเป็นผู้ออกแบบในการคัดเลือก โดยให้เป็นสิทธิของท่านจัดทำรัฐธรรมนูญให้เสร็จภายใน 240 วัน
‘สุดท้ายสภาก็ต้องให้ความเห็นชอบโดยใช้เสียง 3 ใน 5 ตรงนี้ก็เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาความขัดแย้งที่นำมาสู่การยุบสภาฯ เหมือนครั้งที่แล้ว ว่าวุฒิสภายังควรจะมีสิทธิ์ในการวีโต้ หรือว่าต้องอาศัยเสียงวุฒิสภาจำนวนหนึ่ง หรือฝ่ายค้านจำนวนหนึ่งหรือไม่ แต่เราคงหลักการว่าไม่ได้ให้ผ่านโดยเสียงข้างมากอย่างเดียว เราจึงเพิ่มเป็น 3 ใน 5 คิดว่าการได้เสียง 3 ใน 5 น่าจะเพียงพอ ส่วนรัฐธรรมนูญฉบับที่ 2 เสนอว่าต่อไปนี้การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ก็ใช้กติกา 3 ใน 5 เลย ไม่ต้องไประบุเรื่องจำนวนสมาชิกวุฒิสภา จำนวนฝ่ายค้านที่ต้องเห็นชอบ ทั้งหมดนี้ก็คือสิ่งที่เราได้ดำเนินการไป’นายอภิสิทธิ์ กล่าว





