
ไทย-เวียดนาม พลิกฉากสัมพันธ์ เปลี่ยนสนามแข่งขันเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือ
ในอดีต ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและเวียดนามถูกกำหนดภายใต้ระเบียบโลกสองขั้ว ภาวะสงครามเย็น
ได้ผลักดันให้สองประเทศกลายเป็นคู่ขัดแย้งเชิงอุดมการณ์ แม้ต่อมาจะมีการสถาปนาความสัมพันธ์ทาง
การทูตอย่างเป็นทางการในปี 1976 สมรภูมิความขัดแย้งกลับเปลี่ยนผ่านจากความตึงเครียดทางความคิด
ไปสู่การขับเคี่ยวกันเชิงเศรษฐกิจเพื่อชิงตำแหน่งฐานการผลิตหลักของภูมิภาค
อย่างไรก็ดี โลกปัจจุบันกำลังเผชิญกับมรสุมรอบด้าน ตั้งแต่ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ สงครามภูมิรัฐศาสตร์ การแข่งขันในทุกมิติระหว่างชาติมหาอำนาจ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ รวมถึงขยายช่องว่างของความไม่เท่าเทียมให้กว้างยิ่งขึ้น
ในสถานการณ์ที่โลกมีความเปราะบางเช่นนี้ ไม่มีชาติใดที่สามารถอยู่ได้แต่เพียงลำพัง ทางรอดเดียวคือ
การจับมือกันไว้และร่วมมือผนึกกำลังกัน เพื่อสร้างเกราะกำบังต่อความท้าทายที่ไม่อาจคาดการณ์ได้ว่าจะโหมกระหน่ำมาเมื่อใด
ณัฐสุดา เมตตาประเสริฐ นักการทูตชำนาญการ (ที่ปรึกษา) กระทรวงการต่างประเทศ เขียนไว้ในบทความเผยแพร่โดยกรุงเทพธุรกิจว่า ไทยและเวียดนามกระชับความสัมพันธ์ทวิภาคีอย่างต่อเนื่อง พัฒนาจากหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ในปี 2013 เป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ที่เข้มแข็งในปี 2019 และในปี 2025 ทั้งสองยกระดับ
ความสัมพันธ์ขึ้นเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน ซึ่งถือเป็นระดับความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดที่สุดระดับหนึ่งในทางการทูต
พร้อมระบุว่า เวียดนามเป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของไทยในอาเซียน และเป็นอันดับ 6 ในระดับโลก ขณะที่ไทยเป็น
คู่ค้าอันดับ 1 ของเวียดนามในภูมิภาค มีมูลค่าการค้าในปี 2025 รวมกันสูงกว่า 23,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งยังฝังรากลึกในห่วงโซ่อุปทานเดียวกัน โดยสินค้าจำนวนมากที่ไทยส่งออกไปเวียดนาม เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร เหล็ก และเคมีภัณฑ์ เป็นวัตถุดิบสำคัญในภาคการผลิตของเวียดนามก่อนส่งออกสู่ตลาดโลก
นอกจากนั้น บริษัทไทยมากกว่า 700 บริษัท ดำเนินธุรกิจอยู่ในเวียดนาม ตั้งแต่อุตสาหกรรมอาหาร พลังงาน ค้าปลีก ไปจนถึงนิคมอุตสาหกรรมด้วย
ล่าสุด เมื่อวันที่ 27-29 พฤษภาคมที่ผ่านมา นายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีเวียดนาม เยือนไทยอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก และได้แสดงเจตนารมณ์ร่วมกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย ในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของความร่วมมือของสองประเทศภายใต้ยุทธศาสตร์ Three Connects ประกอบไปด้วย การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การเชื่อมโยงเศรษฐกิจท้องถิ่น และการเชื่อมโยงยุทธศาสตร์สีเขียว เพื่อยกระดับขีดความสามารถ
ในการแข่งขันของทั้งสองประเทศบนเวทีโลก
นายอนุทินและนายโต เลิม ยังร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจและเอกสารความร่วมมือจำนวน 4 ฉบับ คือ แผนปฏิบัติการเพื่อดำเนินความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ ปี 2026–2031 สื่อให้เห็นถึง
ความมุ่งมั่นและการวางยุทธศาสตร์ร่วมกันอย่างลึกซึ้ง ขณะที่การแลกเปลี่ยนหนังสือทางการทูตด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษาฯ ของไทย กับกระทรวงวิทยา-ศาสตร์ฯ ของเวียดนาม นับเป็นความร่วมมือในสาขาที่ทันสมัย ครอบคลุมมิติเทคโนโลยีอวกาศ ดาวเทียม
เซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยีชีวภาพ และเทคโนโลยีการเกษตร
ควบคู่กับ บันทึกความเข้าใจด้านการพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน ณ ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EECO) และสายการบินเวียตเจ็ท ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญในการส่งเสริมความเชื่อมโยงด้านคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาค ปิดท้ายด้วย บันทึกความเข้าใจระหว่างสถาบันรัฐประศาสนศาสตร์และการจัดการปกครองแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม กับมหาวิทยาลัยขอนแก่น ก็จะช่วยพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ใน
ภาคประชาชน ซึ่งเป็นรากฐานของความร่วมมือที่ยั่งยืน
ยิ่งไปกว่านั้น ประเด็นการหารือทวิภาคียังรวมถึงความท้าทายเร่งด่วนของภูมิภาค ได้แก่ การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะการหลอกลวงออนไลน์ การผลักดันการบังคับใช้สนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนภายใต้กรอบอาเซียนอย่างจริงจัง และการธำรงบทบาทแกนกลางของอาเซียนในการรับมือกับ
ความท้าทายต่างๆ
ความร่วมมือที่เพิ่มพูนในหลากหลายด้านสะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการของความสัมพันธ์ระหว่างไทยและเวียดนาม จากเดิมที่เคยอยู่บนฐานของการแข่งขันและความระแวดระวังต่อกันมาตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา สู่การเป็นหุ้นส่วนที่พร้อมตอบสนองต่ออุปสรรคทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลกที่ทวีความซับซ้อนอย่างต่อเนื่อง โดยการผสานจุดแข็งและหลอมรวมศักยภาพร่วมกัน ย่อมสร้างพลังขับเคลื่อนเชิงบวกให้เกิดขึ้นได้ สอดคล้องกับแนวคิด “Growing Together” หรือ “เติบโตไปด้วยกัน” ของตราสัญลักษณ์ครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศ ซึ่งจะครบวาระในวันที่ 6 สิงหาคม
หลังจากภารกิจเยือนไทยเสร็จสิ้น โต เลิม เดินทางต่อไปยังสิงคโปร์ และปิดฉากการเยือนภูมิภาคที่ฟิลิปปินส์ การดำเนินนโยบายต่างประเทศเชิงรุกเช่นนี้ของเขา แตกต่างจากอดีตเลขาธิการพรรคคนก่อนๆ ที่มักมุ่งเน้นไปที่กิจการภายในประเทศ และมอบหมายภารกิจทางการทูตให้เป็นหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดี ทว่าโต เลิม กลับเลือกที่มีส่วนร่วมโดยตรง นั่นก็เป็นเพราะว่าการต่างประเทศมีความสำคัญต่อยุทธศาสตร์ของเวียดนามอย่างมีนัยสำคัญ
โดยการเยือนต่างประเทศถือเป็นโอกาสในการส่งเสริมบทบาทและความเข้มแข็งของความเป็นผู้นำของ
โต เลิมเอง จากการพบปะกับผู้นำชาติต่างๆ อีกทั้ง ระหว่างการเยือนสิงคโปร์ เขากลายเป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์คนแรกของเวียดนามที่ขึ้นกล่าวปาฐกถาในการประชุมความมั่นคงแชงกรีลาไดอะล็อก ซึ่งเป็นเวทีความมั่นคงระดับสากลที่ผู้นำและข้าราชการระดับสูงใช้แสดงวิสัยทัศน์ ซึ่งในปีนี้ นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐขึ้นกล่าวถ้อยแถลงด้วยเช่นกัน
บนเวทีดังกล่าว โต เลิม ได้แสดงทรรศนะและความเข้าใจต่อสถานการณ์โลก โดยตอนหนึ่งกล่าวว่า ความไร้เสถียรภาพในปัจจุบันสะท้อนให้เห็นวิกฤต 3 ประการที่เกิดขึ้นพร้อมกันและส่งผลกระทบซึ่งกันและกัน ได้แก่ วิกฤตการณ์ด้านระเบียบโลก วิกฤตการณ์ด้านรูปแบบการพัฒนา และวิกฤตการณ์ด้านความเชื่อมั่นเชิงยุทธศาสตร์ ทั้งยังเอ่ยถึงความท้าทายจากเทคโนโลยี เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งกำลังเป็นประเด็นร้อน
ขณะเดียวกัน การเยือนต่างประเทศสามารถช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ ผ่านการพูดคุยความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ซึ่งผู้หารือสามารถเปิดเผยมาตรการส่งเสริมการลงทุนได้ โดยภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมช่วงปี 2026-2030 เวียดนามตั้งเป้าหมายให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) โตเฉลี่ยอย่างน้อย 10% ต่อปี รวมทั้งให้รายได้ต่อหัวประชากรเพิ่มขึ้นอยูอยู่ที่ประมาณ 8,500 ดอลลาร์สหรัฐด้วย
เห็นได้จากในการเยือนไทยของโต เลิม ครั้งนี้ มีการจัดงาน Thailand–Vietnam Business Forum 2026 ซึ่งเขาก็ได้พบปะกับนายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)
พร้อมกันนี้ การดำเนินการเชิงรุกทางการทูตของเวียดนามด้วยการเยือน 3 ชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น ยังช่วยการสร้างสมดุลในกรณีทะเลจีนใต้ จากการส่งเสริมความสัมพันธ์กับสมาชิกกรอบความร่วมมือพหุภาคี ที่สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการเพิ่มอำนาจต่อรอง โดยมีปฏิญญาว่าด้วยแนวปฏิบัติของภาคีในทะเลจีนใต้ (DOC) และประมวลการปฏิบัติในทะเลจีนใต้ (COC) เป็นกุญแจหลัก
ในการประชุมแชงกรีลาไดอะล็อก โต เลิม เน้นย้ำความสำคัญของอาเซียน โดยกล่าวว่า อาเซียนเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการเจรจาและสร้างดุลยภาพ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะต้องเปิดกว้าง ครอบคลุม และมีอาเซียนเป็นศูนย์กลาง
ความท้าทายปัจจุบันล้วนแต่เป็นเรื่องที่หนักหนาเกินกว่าประเทศหนึ่งจะรับมือได้เพียงลำพัง ความร่วมมือระหว่างประเทศทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคีจึงเปรียบเสมือนสะพานเชื่อมที่ไม่เพียงจะช่วยสร้างทางออกที่หลากหลาย แต่ยังช่วยสร้างเครือข่ายที่แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น แม้ผลสำเร็จอาจไม่ปรากฏให้เห็นได้ในทันที แต่ก็เป็นเครื่องมือที่เป็นประโยชน์และมีความสำคัญต่อการสร้างความมั่นคงและขยายโอกาสสำหรับความเติบโตและความร่วมมือในอนาคต




