เดือดหน้าศาลากลางโคราช! นักปกป้องสิทธิฯฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดจี้ผู้ว่าฯ สอบและเพิกถอนคำสั่งรองผู้ว่าฯ ปมถมสระ ‘หนองมะค่าใน’ กลางข้อพิพาทเหมืองโปแตช ขณะที่ทนายความระบุไม่พบคำขอเปลี่ยนสภาพที่ดิน-ไร้มติอบต. อาจขัดระเบียบมหาดไทยและไม่เป็นไปตามขั้นตอนกฎหมาย ด้านผู้ชุมนุมไม่รับคำสั่งวาจา เผาระเบียบมหาดไทยเชิงสัญลักษณ์ พร้อมประกาศเอาผิดผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายจนถึงที่สุด
เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา โดยนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด ได้รวมตัวปักหลักชุมนุมเพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนต่อผู้ว่าราชการจังหวัด ขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของ นายมนัส สุวรรณรินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา กรณีออกคำสั่งโดยไม่มีอำนาจให้นำมูลดินไปถมทิ้งในพื้นที่สาธารณประโยชน์ (นสล.) “หนองมะค่าใน” ตำบลหนองไทร อำเภอด่านขุนทด ซึ่งนักปกป้องสิทธิฯกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดชี้ว่าเป็นการทำลายพื้นที่สาธารณะและส่อเจตนาทำลายหลักฐานความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมจากโครงการเหมืองแร่โปแตชในพื้นที่ ต.หนองไทร อ.ด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา ทั้งนี้พื้นที่หนองมะค่าติดอยู่กับโครงการเหมืองแร่โปแตชและกำลังอยู่ระหว่างการพิพาทในชั้นศาลปกครอง ซึ่งกลุ่มฯได้ยื่นฟ้องร้องหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา

แฉรัฐเร่งฝังกลบความผิด ตราหน้าสื่อบิดเบือนข้อมูล
จุฑามาส ศรีหัตถผดุงกิจ ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนตัวแทนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด ได้ขึ้นปราศรัยถึงการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐอย่างดุเดือด โดยระบุว่า ชาวบ้านในพื้นที่ต้องทนทุกข์ทรมานจากผลกระทบของเหมืองแร่โปแตชมานานกว่า 10 ปี ร้องเรียนไปทุกหน่วยงานกลับเงียบหาย แต่พอเป็นเรื่องการนำดินมาถมปิดหนองน้ำสาธารณะเพื่อดับกลิ่นคดี กลับดำเนินการอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ โดยไม่มีการทำประชาพิจารณ์หรือรับฟังเสียงประชาชนอย่างครบถ้วน
“ค่าความเค็มที่นี่สูงกว่าน้ำทะเลหลายเท่า การเอาดินมาถมไม่ใช่การแก้ปัญหาดินเค็ม แต่เป็นการปกปิดความผิดและทำลายหลักฐานเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนเอกชนหรือไม่ ปัจจุบันจังหวัดตั้งคณะทำงานมาตั้งแต่ปี 2567 มีผู้ว่าฯ เป็นประธาน แต่ไม่เคยมีความคืบหน้า ถ้าจริงใจจะช่วยชาวบ้าน ทำไมไม่ฟื้นฟูแหล่งน้ำให้กลับมาใช้ประโยชน์ได้ แต่กลับใช้วิธีถมทิ้ง” นางสาวจุฑามาส กล่าว
จุฑามาส ยังกล่าวต่อไปถึงข้อกฎหมายตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการเปลี่ยนสภาพที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินฯ พ.ศ. 2568 โดยย้ำว่า อำนาจในการเปลี่ยนสภาพที่ดินสาธารณะเป็นของผู้ว่าราชการจังหวัด ไม่ใช่อำนาจของรองผู้ว่าฯ เพียงลำพัง จึงขอตั้งคำถามว่าการสั่งการครั้งนี้ใช้อำนาจตามกฎหมายใด พร้อมทั้งตอกกลับสำนักข่าวบางช่อง (Workpoint) ที่นำเสนอข่าวบิดเบือนว่าหนองมะค่าในเป็น “บ่อขยะ” โดยยืนยันว่าพื้นที่นี้คือหนองน้ำสาธารณะที่ถูกทำลายจากเหมืองแร่โปแตชจนใช้งานไม่ได้ ไม่ใช่ที่ทิ้งขยะตามที่พยายามสร้างวาทกรรมด้อยค่า

ไม่เอาสัญญาลมปาก! ปฏิเสธคำสั่งวาจา ยกระดับปิดศาลากลาง
บรรยากาศทวีความตึงเครียดขึ้นในเวลา 14.30 น. เมื่อตัวแทนเจ้าหน้าที่จากจังหวัดนครราชสีมาแจ้งว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดติดภารกิจประชุมด่วน จึงมอบหมายให้รองผู้ว่าราชการจังหวัดลงมารับหนังสือแทน โดยรองผู้ว่าฯ ได้ชี้แจงต่อกลุ่มผู้ชุมนุมว่า ไม่สามารถออกคำสั่งระงับการถมดินเป็นลายลักษณ์อักษรให้ได้ในขณะนี้ แต่จะใช้วิธีโทรศัพท์สั่งการด้วยวาจาให้ผู้รับเหมายุติการทำงานไว้ก่อน แล้วค่อยนัดตัวแทนทุกฝ่ายมาล้อมวงเจรจากันใหม่ซึ่งคำชี้แจงดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับกลุ่มผู้ชุมนุมเป็นอย่างมาก โดยทางกลุ่มฯ ประกาศ ไม่รับข้อเสนอที่เป็นเพียงสัญญาลมปาก และยืนกรานว่าต้องมีหนังสือคำสั่งระงับการดำเนินการอย่างเป็นทางการและถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น ส่งผลให้ทั้งหมดเคลื่อนขบวนไปยังสี่แยกไฟแดงถนนมหาดไทยข้างศาลากลางจังหวัดนครราชสีมาและปักหลักประท้วงบริเวณสี่แยกไฟแดงดังกล่าวทันที

ขยี้แผลความเหลื่อมล้ำ-สับแหลกเกียร์ว่างเอื้อทุนใหญ่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างการปักหลักที่สี่แยกไฟแดงถนนมหาดไทย ตัวแทนกลุ่มฯได้สลับกันขึ้นเวทีปราศรัยอย่างดุเดือด โดย จงดี มูลขุนทด ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด ได้ตั้งคำถามถึงความรับผิดชอบและจริยธรรมของผู้มีอำนาจ โดยเฉพาะรองผู้ว่าราชการจังหวัดว่าเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ ที่ปล่อยให้มีการถมและเปลี่ยนสภาพพื้นที่สาธารณะโดยไม่สั่งตรวจสอบหรือระงับเหตุ
“ชาวบ้านทำตามกฎหมายทุกขั้นตอน แต่คนที่มีอำนาจกลับตัดตอนทุกขั้นตอน แล้วบอกว่าทำตามกฎหมาย วันนี้ประชาชนมายื่นหนังสือ กลับไม่มีใครกล้าออกมารับหรือรับผิดชอบต่อคำพูดของตัวเอง แต่ทีคนมีอำนาจหรือคนในเมืองกลับได้รับการต้อนรับ นี่คือความเหลื่อมล้ำและการเลือกปฏิบัติที่ชาวบ้านกำลังเผชิญ” จงดี กล่าว
ขณะที่เดือนรุ่ง มูลขุนทด ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิฯกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดปราศรัยว่า พื้นที่สาธารณะเป็นสมบัติของประชาชนทุกคน หากจะมีการเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ จะต้องดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่กำหนด ไม่ใช่ทำไปก่อนแล้วค่อยมาขออนุญาตทีหลัง เพราะหากเป็นเช่นนั้นต่อไปกฎหมายจะมีไว้เพื่ออะไร ถ้าหน่วยงานรัฐไม่จัดการกับคนทำลายที่สาธารณะ มันจะกลายเป็นบรรทัดฐานที่อันตรายต่อการรักษาทรัพยากรของชาติ

‘EnLAW’ กางข้อกฎหมายสับซ้ำ ชี้ชัดกระบวนการขั้นตอนไม่ครบถ้วนอาจเข้าข่าย ‘ผิดกฎหมาย’
นอกจากนี้ศศิประภา ไร่สงวน นักกฎหมายจากมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) ได้ให้ข้อมูลทางกฎหมาย โดยระบุชัดเจนว่า ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย การจะเปลี่ยนสภาพที่ดินสาธารณประโยชน์ได้นั้น จะต้องมีผู้ยื่นคำขอเป็นลายลักษณ์อักษรต่อผู้ว่าราชการจังหวัดก่อน จากนั้นผู้ว่าฯ ต้องแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง และที่สำคัญที่สุดคือ ต้องมีการจัดประชุมประชาคมเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนที่เคยใช้ประโยชน์ในพื้นที่ด้วย
“จากข้อมูลในขณะนี้ ยังไม่พบหลักฐานว่ามีผู้ใดยื่นคำขอเปลี่ยนแปลงสภาพที่ดินสาธารณะบริเวณหนองมะค่าในตามขั้นตอนอย่างถูกต้อง เมื่อไม่มีคำขอและไม่มีการอนุมัติอย่างเป็นทางการ การนำดินเข้ามาถมเพื่อเปลี่ยนสภาพพื้นที่ในขณะนี้ จึงเข้าข่ายเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” ศศิประภาระบุ

เผาร่างระเบียบมหาดไทยว่อน! ประกาศกร้าวพร้อมกลับมาเช็กบิล
ต่อมาในช่วงเย็น สถานการณ์เริ่มงวดเข้าสู่ช่วงสุดท้าย ตัวแทนนักปกป้องสิทธิฯกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด ได้ขึ้นปราศรัยว่า หลังจากทางจังหวัดผัดผ่อนเวลาและอ้างว่าติดประชุมยาวนานนับชั่วโมงทำให้ไม่สามารถมารับหนังสือได้ ประกอบกับสภาพอากาศที่ร้อนจัด ซึ่งอาจทำให้พี่น้องประชาชนที่เป็นผู้สูงอายุเจ็บป่วยเป็นลมได้ ทางกลุ่มจึงมีมติร่วมกันที่จะยกระดับการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ โดยตัวแทนนักปกป้องสิทธิฯ ได้ประกาศไว้อาลัยให้กับความอยุติธรรมที่ได้รับ ก่อนจะแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ด้วยการนำเอกสาร “ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน จากการใช้เพื่อสาธารณประโยชน์อย่างหนึ่ง เป็นอีกอย่างหนึ่ง พ.ศ. 2568 ” ออกมาจุดไฟเผาประท้วงที่สี่แยกไฟแดงถนนมหาดไทย เพื่อแสดงจุดยืนไม่ยอมรับกฎระเบียบที่เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนและทำลายวิถีชีวิตของชุมชนและไว้อาลัยให้กับเจ้าหน้าที่รัฐที่ไม่จริงใจในการแก้ไขปัญหา ก่อนจะประกาศยุติการชุมนุมในวันนี้ชั่วคราว พร้อมทิ้งท้ายคำขู่ถึงข้าราชการที่เกียร์ว่าง ว่าหากยังไม่มีคำสั่งระงับการถมหนองน้ำเป็นลายลักษณ์อักษร กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดฯ จะยกระดับการเคลื่อนไหวใหญ่ปักหลักยืดเยื้อเพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้ถึงที่สุดแน่นอน






