ซาโยนาระโอนี่จัง ผมจะรอคุณที่ทางช้างเผือก

ดูเหมือนว่าจีนจะมาแรงจริงๆ เพราะตอนนี้ ‘ญี่ปุ่น’ เริ่มเรียกบุคลากรที่ทำงานในสาขาไทย กลับคืนบ้านเกิดแล้ว
ตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ที่ประเทศไทยกลายเป็นบ้านให้ธุรกิจญี่ปุ่นหลากหลายราย โดยในปี 2015 มีการออกใบอนุญาตการทำงานให้ชาวแดนอาทิตย์อุทัยสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ถึง 36,622 ใบ
อย่างไรก็ตาม ในปี 2025 จำนวนใบอนุญาตการทำงานนั้นเหลือเพียง 21,898 ใบ หลังจากลดลงมาเรื่อยๆ ตลอดหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา โดยมีแรงงานจากจีนขึ้นแซงมาเป็นเกือบๆ 53,000 ใบในช่วงสิงหาคมปีที่แล้ว
สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า ปัจจุบัน บริษัทญี่ปุ่นหลายแห่งเริ่มไม่ส่งพนักงานไปประจำตามสาขาในไทยแล้ว เนื่องจากการเติบโตของจีน ทำให้ญี่ปุ่นต้องพยายามรักษาความสามารถในการแข่งขัน ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยากลำบาก รวมถึงค่าเงินบาทยังแข็งขึ้น สวนทางกับการเติบโตของไทยที่ชะลอตัวลง
นอกจากนั้น อีกสาเหตุหนึ่งคือ ฝั่งญี่ปุ่นเองก็ขาดแคลนบุคลากรเช่นกัน เนื่องจากประชากรประเทศน้อยลง ส่งผลให้เราคงได้เห็นการส่งพนักงานญี่ปุ่นกลับบ้านเกิดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ข่าวดีคือเปิดโอกาสให้แรงงานไทย ข่าวร้ายคือญี่ปุ่นจะลงทุนในบ้านเราน้อยลง

หลักๆ แล้ว หลายบริษัทมองว่า การลดจำนวนพนักงานญี่ปุ่นเช่นนี้ จะช่วยลดต้นทุน เพิ่มกำไร พัฒนาแรงงานในพื้นที่ และปรับวัฒนธรรมองค์กรให้เข้ากับไทยมากขึ้น
ฟังๆ ดูก็เหมือนเป็นข่าวดี โดย ‘ศ.ดร.ภวิดา ปานะนนท์’ อาจารย์จากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า เหตุการณ์นี้จะทำให้บริษัทญี่ปุ่นหันมาสนับสนุนแรงงานไทยมากขึ้น พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนบ้านเราได้ทำงานในตำแหน่งที่ในอดีตโดนปิดกั้นมาตลอด
ขณะเดียวกัน ในอีกมุมหนึ่งของศ.ดร.ภวิดาคือ มันก็สะท้อนว่า อาจไม่มีการลงทุนใหม่ๆ จากประเทศญี่ปุ่นอีกแล้ว แต่จะเป็นการลงทุนจากจีนแทน
นับตั้งแต่ช่วง 1980 สัดส่วนการลงทุนของญี่ปุ่นคิดเป็น 40% ของการลงทุนจากต่างชาติทั้งหมดในไทย และในยุคที่บ้านเรารุ่งเรืองมากที่สุด ญี่ปุ่นก็เป็นหนึ่งในปัจจัยความสำเร็จนั้น
ปัจจุบัน พอจีนเข้ามาตั้งโรงงานในไทยมากขึ้น ก็ยิ่งเป็นการผลักไสญี่ปุ่นออกไป โดย ‘Katsuhiro Nakamura’ ผู้ก่อตั้ง Asian Identity บริษัทให้คำปรึกษาที่ตั้งรากฐานในกรุงเทพฯ มานานถึง 12 ปี ยกตัวอย่างว่า การเข้ามาเปิดโรงงานอีวีของจีน ทำให้บริษัทรถยนต์ญี่ปุ่นเสียส่วนแบ่งทางการตลาดในไทยราว 10-15% เลย
Nakamura กล่าวว่า ลูกค้าของเขาอย่าง Honda, Panasonic Automotive, Asahi Kasei, Denso และ Jentro เริ่มหันไปหาโอกาสในประเทศอื่นๆ อย่างเวียดนามหรืออินเดียแทนแล้ว ซึ่งตัวเขาเองก็มีแพลนจะไปเปิดสาขาสองในประเทศเหล่านั้นเช่นกัน
ผิดที่ญี่ปุ่นเองที่สู้จีนกับเกาหลีไม่ได้

อย่างไรก็ตาม Nakamura มองว่านี่ไม่ใช่ความผิดของประเทศไทย แต่เป็นความล้มเหลวของญี่ปุ่นเองมากกว่า ที่สู้จีนกับเกาหลีใต้ไม่ได้
Nakamura อธิบายว่า ที่บริษัทญี่ปุ่นในไทยลดลงแบบนี้ เป็นผลมาจากปัจจัยภายในและภายนอก เช่น ค่าเงินเยนอ่อนตัวลง การเติบโตอย่างรวดเร็วของรถอีวีจีน การปรับตัวเข้าสู่อุตสาหกรรมอีวีที่ไม่ทันการของญี่ปุ่น การบริหารจัดการที่ไม่ได้รับการพัฒนา หรือความล่าช้าในการพัฒนาแรงงานท้องถิ่น
ยิ่งไปกว่านั้น ในแง่ของค่าแรง บริษัทญี่ปุ่นยิ่งสู้ไม่ได้เลย โดยจ่ายให้แรงงานชาวไทยน้อยกว่าประเทศอื่นๆ เฉลี่ย 20-30%
“ตอน BYD มาเปิดโรงงานใหม่ในไทย พวกเขาพยายามหนักมากในการดึงวิศวกรกับผู้จัดการฝ่ายการผลิตที่มีความสามารถมาจาก Mitsubishi และ Suzuki จน Suzuki ตัดสินใจปิดโรงงานไปเลย” Nakamura กล่าว
หลังจากนี้ คงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าการบอกลาของบริษัทญี่ปุ่น ขณะที่บริษัทจีนแห่มาลงทุนมากขึ้นเรื่อยๆ จะส่งผลกับเศรษฐกิจไทยอย่างไรบ้าง แต่อย่างน้อยๆ ครั้งหนึ่ง ญี่ปุ่นและไทยก็เคยมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน
ที่มา: Nikkei Asia
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา




